รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยว บุกตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ
เผยแพร่เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2565
รมว.ท่องเที่ยวฯ รุกตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ ด้วยประสบการณ์เดินทางโดยเรือยอร์ช คาดว่าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว 2565 ต่อเนื่องต้นปี 2566 จะสร้างรายได้สู่จังหวัดภูเก็ตไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) พร้อมด้วย นายสิรภพ ดวงสอดศรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายณรงค์ วุ้นซิ่ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, พลเรือโท อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3, นายเขมพล อุ้ยตยะกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), นายดิฐพงศ์ ฐิตะดิลก นายกสมาคมธุรกิจเรือยอร์ชไทย, นายฐากูร บุญมาก ที่ปรึกษานายกสมาคมเรือยอร์ชไทย, พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ร่วมงาน Thailand Charter Week 2022 ณ Yacht Heaven Marina จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาล โดยการเร่งกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยว ผ่านการพัฒนาสินค้าและบริการโดยเน้นการออกแบบประสบการณ์ ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ
ความร่วมมือจัดงานในครั้งนี้ จะส่งเสริมการตลาดนำเสนอสินค้าและบริการกลุ่มเรือยอร์ชและเรือสำราญของประเทศไทย โดยคาดว่าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ระหว่างเดือนตุลาคม 2565 ถึง เมษายน 2566 นี้ จังหวัดภูเก็ต จะต้อนรับการเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยเรือยอร์ช ประมาณ 100 ลำ จำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 300 -500 คน และนักท่องเที่ยวแต่ละคนมีระยะเวลาการพำนักเฉลี่ยในประเทศไทยประมาณ 20 -35 วัน ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ราว 222 - 650 ล้านบาท ทั้งจะก่อให้เกิดรายได้จากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาเรือ การบริโภคของเรือ เพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 550 ล้านบาท รวมรายได้ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตจากการท่องเที่ยวโดยเรือยอร์ชตลอดฤดูกาลท่องเที่ยวทั้งสิ้น ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการ “ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ด้วยการท่องเที่ยว” อย่างแท้จริง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายที่จะพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ให้เติบโต อย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมุ่งเน้นยกระดับศักยภาพของประเทศไทย ในหลากหลายมิติ หนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่สำคัญ คือ การผลักดันและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวโลก อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ จึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการขับเคลื่อน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศหลังวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 ผ่านพ้นไป ดังนั้น เราจึงควรเร่งพัฒนา ต่อยอด และยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและบริการไทย เพื่อรองรับโอกาสที่กำลังจะมาถึง
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีนโยบายในการสนับสนุนการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำมาโดยตลอด โดยเล็งเห็นแล้วว่าประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งติดทะเลทั้ง 2 มหาสมุทร มีพื้นที่ที่มีความสวยงามทั้งวิว ทิวทัศน์ ธรรมชาติ และผู้คนเป็นมิตร เหมาะสมที่จะพัฒนาและส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง สมาคมธุรกิจเรือยอร์ชไทย ได้จัดงาน ไทยแลนด์ ชาร์เตอร์ วีค 2022 ขึ้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวสำราญทางน้ำของไทย ให้ตัวแทนการขาย การจัดการท่องเที่ยว ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมโรงแรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้มาพบปะและรู้จักกับเรือยอร์ชและซุปเปอร์ยอร์ช แบบเช่าเหมาลำที่มีชื่อเสียงหลากหลายลำ ได้มาสัมผัสกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย
การท่องเที่ยวแบบเช่าเหมาลำเรือยอร์ชและซุปเปอร์ยอร์ชนี้สอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายการท่องเที่ยวคุณภาพของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในเรื่องของการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ เป็นการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวแบบ Luxury ซึ่งนักท่องเที่ยวในธุรกิจสายการเดินเรือ เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำให้เป็นทางเลือกหนึ่งของการท่องเที่ยวไทย ถือเป็นแหล่งสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศ อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนซึ่งโครงการฯ ดังกล่าวจะเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้ สู่ประชาชนในพื้นที่ กระตุ้นเศรษฐกิจ และยังก่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่ และในประเทศ อีกด้วย”