รมว.พิพัฒน์ สั่งทุกหน่วยสู้ศึกเศรษฐกิจปีหน้า สร้างรายได้ท่องเที่ยว 2.38 ล้านล้านบาท พลิกโฉมปรับบทบาทองค์กรเป็นกระทรวงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เตรียมเสนอ ครม.กำหนดให้การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ ปี 2566
เผยแพร่เมื่อ 27 ธันวาคม 2565
วันที่ 27 ธันวาคม 2565 เวลา 14.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา "ฟื้นประเทศด้วยท่องเที่ยว" โดยมี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายเขมพล อุ้ยตยะกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายอารัญ บุญชัย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ - รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมประชุม ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Application Zoom Cloud Meeting) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
นายพิพัฒน์ กล่าวในโอกาสมอบนโยบายการปฏิบัติงานปี 2566 แก่ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงฯ วันนี้ว่า “ตลอดปี 2565 ที่ผ่านมาถือว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกกระทรวง มากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะระยะเวลาตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 จนถึงการเปิดประเทศ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ที่ถือว่าเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่ประเทศไทยและคนทั่วโลกต้องประสบ แต่เราก็สามารถผ่านสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ มาด้วยดี ซึ่งเกิดจากทั้งนโยบายในการวางแผนแก้ปัญหาของรัฐบาล ความเข้มแข็งของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดถึงความร่วมมือร่วมใจของผู้ประกอบการและบุคลากรทุกภาคส่วน ที่แม้จะประสบกับปัญหาอุปสรรคและความเดือดร้อน แต่พวกเราก็ต่อสู้และผ่านวันเวลาอันยากลำบากได้ในที่สุด”
สำหรับปี 2566 ที่กำลังจะมาถึง ถือว่าประเทศไทยของเรายังมีความท้าทายให้ต้องพบเจออีกมากมาย ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก ภาวะเงินเฟ้อ ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้แค่ 3.0-3.5% การท่องเที่ยวจึงเป็นความหวังเดียวของประเทศไทยในการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป้าหมายสำคัญคือ รายได้รวมของการท่องเที่ยว 2.38 ล้านล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 20 ล้านคนในปี 2566 "ผมจึงคาดหวังที่จะให้บุคลากรของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานตามบทบาทภารกิจในความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น ต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะในเรื่อง Sport Tourism นั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ต้องไปวางแผนกำหนดปฏิทินร่วมกันว่าจะเกิดกิจกรรมอะไร เมื่อไหร่ เพื่อให้เป็น Major Event กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง low season”
ขณะเดียวกัน ทิศทางในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในระยะยาว รมว.กก. ได้มอบให้ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการปรับบทบาทและภารกิจของหน่วยงานภายใต้กระทรวง โดยเพิ่มบทบาทเชิงรุกทางเศรษฐกิจ เป็นหน่วยงานบูรณาการกับทุกภาคส่วน ใช้ข้อมูลเชิงลึก (data-driven) วิเคราะห์สถานการณ์ท่องเที่ยวเพื่อการชี้เป้าและเสนอแนะเชิงนโยบายต่อ คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ และกำหนดให้เรื่อง การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ โดยเตรียมเสนอต่อ ครม.ในต้นปี 2566
นอกจากนี้ รมว.กก. ยังได้มอบหมายทุกหน่วยเตรียมความพร้อมเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ได้แก่ การคัดเลือก Soft Power ที่ทรงพลัง ในมิติท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ BCG ที่เชื่อมโยง สนับสนุน "นโยบายฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน" ของที่ประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 เพื่อการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ และสร้างรายได้ เพิ่มการจ้างงาน สร้างความมั่นคงแบบทั่วถึง รวมถึงการเร่งส่งเสริมและขับเคลื่อน Wellness Tourism ในระดับพื้นที่ ภูมิภาค วิสาหกิจชุมชนต่างๆ การพัฒนาทักษะบุคลากร แรงงานท่องเที่ยว โดยมอบปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปหารือกับ กระทรวงอุดมศึกษาฯ เพื่อดำเนินการต่อยอดจาก การทำงานเชิงรุกของกระทรวงฯ ที่ได้มีการลงนามร่วมกับซาอุดีอาระเบียในความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งฝ่ายซาอุดีอาระเบีย มีความประสงค์ให้ไทยช่วยพัฒนาทักษะแรงงานบริการท่องเที่ยวแก่ซาอุดีอาระเบียถึง 15,000 คน
ในตอนท้าย รมว.กก กล่าวว่า “เป้าหมายที่สำคัญของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คือการยกฐานะกระทรวงให้เป็น กระทรวงเศรษฐกิจ 100 % โดยเชื่อมั่นว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเป็นหน่วยงานที่สามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้"