ผู้ช่วยรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ ร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์เนื่องในโอกาสประเทศไทยประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ยกระดับประเทศสู่ LGBTQ+ Global Destination
เผยแพร่เมื่อ 15 มกราคม 2568

ผู้ช่วยรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ ร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์เนื่องในโอกาสประเทศไทยประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ยกระดับประเทศสู่ LGBTQ+ Global Destination
วันที่ 15 มกราคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมบันทึกภาพในโอกาสสำคัญเนื่องจากประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี บุคคลสำคัญในวงการการท่องเที่ยว และเอกอัครราชทูตจากหลากหลายประเทศ
นายจักรพล กล่าวถึงความสำคัญของกฎหมายสมรสเท่าเทียมว่า "การประกาศใช้กฎหมายนี้ไม่เพียงเป็นการยืนยันถึงความก้าวหน้าทางสังคมของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศในภูมิภาค แต่ยังช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ระดับโลก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการที่เป็นจุดแข็งของประเทศ"
งานนี้มีผู้แทนสำคัญจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม อาทิ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเอกอัครราชทูตจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงตัวแทนคู่รัก LGBTQ+
กฎหมายสมรสเท่าเทียมฉบับนี้เปิดโอกาสให้บุคคลทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียม โดยการแก้ไขถ้อยคำในกฎหมายให้เป็นกลางทางเพศ เช่น การเปลี่ยนคำว่า “ชาย-หญิง” เป็น “บุคคลทั้งสองฝ่าย” และสิทธิที่คู่สมรสทุกเพศจะได้รับเท่าเทียมกัน อาทิ สิทธิการจัดการทรัพย์สิน สิทธิรับบุตรบุญธรรม และสิทธิด้านสุขภาพ
นายจักรพล เน้นย้ำว่า "กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะใช้โอกาสนี้ในการผลักดันนโยบายการท่องเที่ยวที่ต้อนรับทุกความหลากหลาย และสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งความเท่าเทียมที่โดดเด่นระดับโลก"
การประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 มกราคม 2568 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นผู้นำในด้านสิทธิมนุษยชนและสร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว