รมว.ท่องเที่ยวฯ ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ดันท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-ชุมชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
เผยแพร่เมื่อ 17 พฤษภาคม 2568

รมว.ท่องเที่ยวฯ ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
ดันท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-ชุมชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยนายจักรพรรดิ์ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ และคณะ ได้ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัด รวมถึงรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวร่วมกับประชาชนและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดน่าน และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอปัว
จุดแรกของการลงพื้นที่คือการเข้าสักการะ วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง อำเภอภูเพียง หนึ่งในปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองน่านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 600 ปี สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากเมืองสุโขทัย (กระดูกข้อมือซ้าย) ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ ดอยภูเพียงแช่แห้ง
จากนั้น เวลา 11.00 น. รัฐมนตรีฯ และคณะได้เดินทางไปยัง วัดภูมินทร์ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน เพื่อเยี่ยมชมจิตรกรรมฝาผนังชื่อดัง “กระซิบรัก” อันเลื่องชื่อ ซึ่งเคยได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยได้หารือกับหน่วยงานในพื้นที่ถึงแนวทางการฟื้นฟู เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและมรดกท้องถิ่นให้คงอยู่อย่างงดงาม
ในช่วงบ่าย นายสรวงศ์ได้พบปะกับ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ่อสวก (CBT Thailand) ณ ลานวัฒนธรรมตำบลบ่อสวก โดยชื่นชมบทบาทของชุมชนในการพัฒนา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่กับ การอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ กิจกรรม “สุมยา” และ “แช่เท้าสมุนไพร” ซึ่งประยุกต์จากศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกาย และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนผ่านผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อการส่งออก
นายสรวงศ์กล่าวว่า “น่านเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชน ซึ่งต้องได้รับการส่งเสริมอย่างมีระบบ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่แสวงหาความหมายและสุขภาวะอย่างแท้จริง กระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนมีบทบาทนำในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน”