รมต. พิพัฒน์ แถลงข่าวการแข่งขันบุรีรัมย์ มาราธอน ครั้งที่ 7 รูปแบบไนท์รัน ให้ก้าวสู่ระดับมาตรฐานเหรียญทองของโลกหรือ Gold Label
เผยแพร่เมื่อ 15 สิงหาคม 2565

วันที่ 15 สิงหาคม 2565 เวลา 13.30น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการแถลงข่าวการแข่งขันบุรีรัมย์ มาราธอน ครั้งที่ 7 ในรูปแบบไนท์รัน ให้ก้าวสู่ ระดับมาตรฐานเหรียญทองของโลกหรือ Gold Label โดยมี นายเขมพล อุ้ยตยะกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม ณ ห้องบอลรูมชั้น 2 อาคารสปอร์ตคลับเฮ้าส์ สโมสรราชพฤกษ์ คลับ นอร์ทปาร์ค
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า "ในนามของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะผลักดันการแข่งขัน บุรีรัมย์มาราธอน ครั้งที่ 7 ในรูปแบบไนท์รัน ให้ก้าวสู่ระดับมาตรฐานเหรียญทองของโลกหรือ Gold Label เป็นรายการแรกของประเทศไทยให้ได้ เพื่อให้เราได้ถูกบรรจุอยู่ในปฏิทินงานวิ่ง ระดับ Gold Label ทัดเทียมกับ World majors รายการอื่นๆ ของโลก หลังจากที่เราเสียโอกาส เนื่องด้วยสถานการณ์ของโควิด 19 ที่กระทบไปทั่วโลก ทําให้ทาง World Athletics หยุดมอบเหรียญนี้เป็นเวลากว่า 2 ปี ซึ่งในความเป็นจริง เราควรได้รับเหรียญทอง ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่ผ่านมา บุรีรัมย์มาราธอน ถือเป็นรายการแข่งขันวิ่งที่ประสบความสําเร็จอย่างมาก เราได้รับการยอมรับจากนักวิ่งให้เป็นงานวิ่งอันดับต้นๆ ของประเทศไทย มีนักวิ่งและผู้ติดตามจากทั่วโลกและทั่วประเทศที่เคยมาร่วมงานแล้ว ไม่ต่ำกว่า 200,000 คน นับตั้งแต่มีการจัดการแข่งขัน และมีสถิตินักวิ่งเก่า ที่มาวิ่งซ้ำ มากกว่า 20,000 คน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บุรีรัมย์มาราธอน เป็นงานวิ่งที่อยู่ในใจของใครหลายๆคน
ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้ผลักดันให้จัดแข่งขันกีฬาวิ่งมาโดยตลอด เพราะเราได้เล็งเห็นถึงประโยชน์สูงสุดในด้านต่างๆ ของการนํากีฬามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน จากการสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬา ซึ่งต้องยอมรับว่า งานวิ่งจะเป็นหนึ่งในตัวจักรสําคัญที่ช่วยผลักดัน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นงานที่รวมเอาคนหมู่มากเข้าไว้ด้วยกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่สถานการณ์โควิด 19 ทั่วโลก ได้กลายเป็นโรคประจําถิ่น ผู้คนสามารถเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประเทศได้ตามปกติแล้ว ผมเชื่อมั่นว่าในปี 2023 ที่จะถึงนี้ บุรีรัมย์มาราธอน จะมีโอกาสต้อนรับนักวิ่งอีลิทและนักวิ่ง จากทั่วโลกเป็นจํานวนมาก ซึ่งจะนํามาซึ่งเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล"