ประชุมเชิงวิชาการและแถลงข่าวเรื่อง รายงานภาวะเศรษฐกิจท่องเที่ยว ฉบับที่ 3
เผยแพร่เมื่อ 23 พฤษภาคม 2559

มีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 560พันล้านบาท เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 355 พันล้านบาทและรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวไทย 205 พันล้านบาทซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 7.46 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 6.9 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ 355 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 10.8 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาโดยมีสถานการณ์ที่น่าสนใจ คือ นักท่องเที่ยวจีนยังคงตลาดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดและขยายตัวในอัตราที่ชะลง ตามทิศทางการขยายตัวที่ลดลงของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกไปต่างประเทศและคาดว่าตลอดทั้งไตรมาสที่ 2 จะมีนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 2.18 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 9.3จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และนักท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรปที่ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมาจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวเกือบทุกตลาด และคาดว่าตลอดทั้ง ไตรมาสที่ 2 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 1.01 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 7.5 จากช่วงเดียวกันของปี ที่ผ่านมา สำหรับนักท่องเที่ยวอาเซียน มีจำนวน 2.18 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 6.7 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวไทยมีจำนวน 36 ล้านคน-ครั้ง ขยายตัวร้อยละ 4 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาและสร้างรายได้แก่ประเทศ 205 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.5จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
โดยมีสถานการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้
-การท่องเที่ยวใน 7 เมืองหลัก (กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี และสงขลา)สร้างรายได้ 133 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.1 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
- การท่องเที่ยวใน 12 เมือง ต้องห้าม...พลาด + พลัส (24 เมือง) สร้างรายได้ 33 พันล้านบาทขยายตัวร้อยละ 8.1 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยรายได้จาก 12 เมือง ต้องห้าม...พลาด18.57พันล้าน การท่องเที่ยวใน 12 เมือง ต้องห้าม...พลาด พลัส 14.37 พันล้าน
นอกจากนี้ จากที่กล่าวมาข้างต้นในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา มีรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งสิ้น 1,240 พันล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 51 ของเป้าหมายรายได้ในปี 2559 (2,400 พันล้านบาท) และคาดว่าตลอดทั้งปี 2559 จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 32 ล้านคน
สำหรับประเด็นด้านการท่องเที่ยวที่ควรคำนึงถึงในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 แบ่งออกเป็น ด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น กระแสการท่องเที่ยว"12 เมืองต้องห้าม...พลาด + พลัส" การเพิ่มวันหยุดพิเศษต่อเนื่อง สมดุลการพัฒนาและการอนุรักษ์ Tourism Gateway กลยุทธ์การพัฒนาเชิงพื้นที่ (Cluster) Amazing Thai Taste ผลกระทบจากภัยแล้งและความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น การท่องเที่ยวระหว่างประเทศ เช่นนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอการเติบโต น้ำมันโลกขาลงกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศของโลก นักท่องเที่ยวยุโรปเติบโตต่อเนื่องเป็นต้น
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากล่าวต่อถึงแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่ม และการเชื่อมโยงการพัฒนาสู่ระดับชุมชนโดยมีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้
รูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) เป็นการเดินทางมาเพื่อการรักษาพยาบาล เป็นหลัก และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เป็นการใช้บริการเชิงสุขภาพเพื่อฟื้นฟู และบำรุงสุขภาพ
สถานการณ์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)ประเทศไทยมีผู้มาใช้บริการทางการแพทย์มากที่สุดในโลกที่ผ่านมามีผู้เดินทางเพื่อใช้บริการทางการแพทย์ในต่างประเทศประมาณปีละ 7- 8 ล้านคน ในจำนวนนี้มาใช้ในประเทศไทย 1.2 ล้านคน ซึ่งสูงที่สุดในโลกและก่อให้เกิดเม็ดเงินต่อระบบเศรษฐกิจ 1 แสนล้านบาท ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระดับภูมิภาคเอเชีย บริการที่ได้มาตรฐาน / การเอาใจใส่ดูแล เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย บุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ ได้รับการรับรองมาตรฐานระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายในการให้บริการต่ำใกล้เคียงกับประเทศอินเดีย
สถานการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในตลาดโลกมีมูลค่าประมาณ 1,604 พันล้านบาท ประเทศไทยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 285 พันล้านบาท สูงเป็นอันดับที่ 13 ของโลก โดย 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และฝรั่งเศส นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ มีความน่าสนใจ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีรายได้ปานกลาง ถึง สูง มีการศึกษาดี มีระยะเวลาพักนักนาน มีการใช้จ่ายสูงทั้งกลุ่มที่เป็นนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ และนักท่องเที่ยวภายในประเทศ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถเชื่อมโยง เป็นกิจกรรมร่วมในการส่งเสริมนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ๆ ได้