กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ข่าวสารล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ผู้ช่วยฯ “จักรพล” เดินหน้ายกระดับธุรกิจที่พักเพื่อการท่องเที่ยว จับมือกระทรวงมหาดไทยผลักดันแนวทางเชิงรุก หนุนผู้ประกอบการเข้าระบบ วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวงฯ เป็นประธานในการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ ห้องประชุมเฟื่องนคร ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจที่พักให้มีคุณภาพและมาตรฐาน พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าระบบอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, นางสาววรธีรา สุวรรณศร เลขานุการกรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองพัฒนาบริการท่องเที่ยว และนายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ฝ่ายความมั่นคง พร้อมคณะทำงานจากทั้งสองกระทรวง การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับธุรกิจที่พักไทยให้มีความพร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างความชัดเจนในการกำกับดูแลและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีข้อสรุปแนวทางความร่วมมือที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การจัดพิธีมอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมอย่างเป็นทางการ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีว่าการทั้งสองกระทรวงร่วมเป็นประธานในพิธี และคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมรับใบอนุญาตกว่า 300 ราย เพื่อส่งเสริมการรับรู้และสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การต่ออายุกฎกระทรวง พ.ศ. 2559 ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่พักขนาดเล็กซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวฐานราก การผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 เพื่อให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับบริบทและพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน นายจักรพล กล่าวว่า “ภาครัฐมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับธุรกิจที่พักในประเทศไทยให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเดินหน้าผลักดันแนวทางต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาธุรกิจที่พักไทยเกิดผลเป็นรูปธรรม และสามารถขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ต่อไป
การประชุมหารือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟ จีน-ลาว-ไทย เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.30 น. ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมหารือกับนายสุริยัน วิจิตรเลขการ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการเข้าพบหารือดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นการพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้นำเสนอภารกิจและโครงการที่สถาบันฯ สนับสนุนในการพัฒนาการท่องเที่ยว รวมถึงการประชุมวิชาการด้านการส่งเสริมการขนส่งและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟ จีน-ลาว-ไทย (Conference-on Logistics and Tourism Promotion along the China-Laos-Thailand) ที่จะจัดการประชุมฯ ขึ้น วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งการหารือในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและยกระดับขีดความสามารถในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไทย จีน ลาว และอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงต่อไป
“ยกระดับมาตรฐานข้อมูลบุคลากรการกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าพัฒนาระบบสารานุกรมกีฬาประเทศไทย (Thailand Sports Almanac) อย่างต่อเนื่อง” วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรม Centara Life Hotel Bangkok Phra Nakorn กรุงเทพมหานคร นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อรวบรวมและระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสารานุกรมกีฬาประเทศไทย (Thailand Sports Almanac) ระยะที่ 2 ครั้งที่ 2 โดยการประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการต่อยอดการพัฒนาระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “มาตรฐานบุคลากรการกีฬา กิจกรรมกีฬา และหลักสูตรการฝึกอบรมของทุกชนิดกีฬา” เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงในการขับเคลื่อนระบบบุคลากรทางการกีฬาของประเทศไทยในทุกมิติ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยอย่างพร้อมเพรียง นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดประชุมในครั้งนี้ว่า เป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบข้อมูลบุคลากรทางการกีฬา ซึ่งจะเป็นรากฐานหลักในการพัฒนาทั้งด้านการฝึกอบรม การยกระดับทักษะ ความเชี่ยวชาญ และคุณภาพของบุคลากรทุกระดับในวงการกีฬา ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกสอน นักวิทยาศาสตร์การกีฬา หรือเจ้าหน้าที่ด้านการบริหารกีฬา โดยระบบข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนให้วงการกีฬาไทยสามารถยกระดับนักกีฬาไปสู่ความเป็นเลิศ พร้อมต่อยอดสู่การสร้างอุตสาหกรรมกีฬาที่แข็งแรง และผลักดันให้การกีฬาเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ระบบสารานุกรมกีฬาประเทศไทย (Thailand Sports Almanac) ในระยะที่ 2 จะทำหน้าที่เป็น “คลังข้อมูลกลางด้านการกีฬา” ที่มีความครบถ้วน ถูกต้อง และน่าเชื่อถือ เพื่อให้บริการข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัยแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะในด้านการกำหนดนโยบาย การวางแผนจัดสรรงบประมาณ การติดตามประเมินผล หรือการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนากีฬาของประเทศอย่างมีทิศทาง ชัดเจน และต่อเนื่องในระยะยาว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบข้อมูลด้านการกีฬา เพื่อให้สารานุกรมกีฬาฯ เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับศักยภาพของบุคลากร และขับเคลื่อนการกีฬาไทยสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน
กรุงเทพมหานคร - เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวในย่านสุขุมวิท ภายใต้โครงการ "สุขุมวิทโมเดล" ซึ่งเป็นโครงการนำร่องในการจัดระเบียบและยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ร่วมคณะไปด้วย อาทิ นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯและโฆษกกระทรวงฯ, นายจักรพรรดิ์ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ และ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงฯ โดยมี พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมนำเดินตรวจตราและให้ข้อมูล คณะของรัฐมนตรีฯ ได้เดินตรวจเยี่ยมพื้นที่ตลอดแนวถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ เพื่อรับฟังปัญหาและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ นายสรวงศ์กล่าวว่า "รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การลงพื้นที่ในวันนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริหารกระทรวงฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน โครงการสุขุมวิทโมเดลนี้ จะเป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ต่อไป เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยเมื่อเดินทางมายังประเทศไทย" ทางด้าน พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ได้กล่าวเสริมถึงมาตรการของตำรวจท่องเที่ยวว่า "เราได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่สำคัญ และใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจนครบาล ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ" โครงการ "สุขุมวิทโมเดล" เป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่มุ่งหวังจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่อย่างยั่งยืน เพื่อคืนความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและคณะผู้บริหารในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความเอาจริงเอาจังของภาครัฐในการผลักดันนโยบายดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานสูงสุด . #สุขุมวิทโมเดล #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #สรวงศ์เทียนทอง #ตำรวจท่องเที่ยว #TouristPolice #สร้างความเชื่อมั่น #AmazingThailand #ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว #กรุงเทพมหานคร #ไปให้สุดไปกับบอย
รัฐบาลเร่งเดินเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทย ปรับแผน "สะอาด สะดวก ปลอดภัย ทันสมัย" สู่จุดหมายที่ต้องมา วันนี้ (21 กรกฎาคม 2568) เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้การต้อนรับ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารเอกชนภาคการท่องเที่ยว ที่มาร่วมงานการแถลงทิศทางการท่องเที่ยวไทย เครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทย ในโอกาสนี้ นายสรวงศ์ฯ ได้แถลงถึงการปรับนโยบายและแผนการฟื้นฟูเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแรง มุ่งดึงนักท่องเที่ยวด้วยเอกลักษณ์ ประสบการณ์การท่องเที่ยวหนึ่งเดียวในโลก แม้ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ ปัจจัยที่กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรอบด้าน เช่น ภัยพิบัติ ภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งของสถานการณ์ในต่างประเทศ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ทั้งนี้ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลไทยไม่เคยหยุดเดินหน้า แต่ติดตามเพื่อประเมินและมุ่งปรับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว เน้น 'คุณภาพมากกว่าปริมาณ' ด้วยแนวทาง “ สะอาด สะดวก ปลอดภัย และทันสมัย” และการขับเคลื่อนด้วยแนวคิด 5 ปรากฏการณ์ใหม่ (5 New Paradigm) คือ New Customer, New Product, New Partnership ที่สำคัญทั้งเรื่อง เปิดเส้นทางการบิน การถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย และความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อความปลอดภัยนักท่องเที่ยวให้เที่ยวไทยอย่างมั่นใจด้วย บุคลากร เครื่องมือ และเทคโนโลยีทันสมัย, New Marketing Strategy และ New KPI ที่เน้น “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม สำหรับงบกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 10,000 ล้านบาท รัฐบาลตั้งใจหนุนท่องเที่ยว-กีฬาเต็มสูบโดยแบ่งเป็น • การส่งเสริมการตลาดกว่า 3,800 ล้านบาท เช่น โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” และแผน “Thailand Summer Blast” ร่วมมือกับสายการบินและ OTA • การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวกว่า 6,000 ล้านบาท เช่น โครงการของกรมอุทยานฯ, กรมป่าไม้ และกรมศิลปากร ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ สิ่งอำนวยความสะดวก และแหล่งมรดกไทย รวมทั้งใช้พลัง Soft Power และมหกรรมกีฬาเชื่อมกับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ “Amazing Thailand” โดยมีแคมเปญเด่น เช่น “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” งาน Maha Songkran World Water Festival 2025 และ Pride Festival “Love Wins” เดือนมิถุนายน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ เช่น Muaythai Soft Power Championship Waterjet World Cup 2025 FIVB World Volleyball Series และที่สำคัญคือ SEA Games 2025 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ณ กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลาโดยคาดว่า SEA Games จะดึงดูดผู้ชมกว่า 500,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 17,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานมากกว่า 14,000 ตำแหน่ง ในตอนท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ย้ำว่า “ที่สำคัญไปกว่านั้น รัฐบาลตั้งเป้าดึงมรดกไทยสู่ World Heritage เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้การท่องเที่ยวเพราะประเทศไทยมีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกแล้ว 6 รายการ และมรดกโลกทางวัฒนธรรม 5 แห่ง พร้อมทั้งเดินหน้ายกระดับแหล่งมรดกไทยให้เป็นจุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เราต้องเปลี่ยนมรดกให้เป็นพลังเศรษฐกิจ สร้างความประทับใจให้คนทั้งโลกไม่เพียงแค่ ‘เห็น’ มรดกไทย แต่ต้อง ‘รู้จัก’ และ ‘จดจำ’ สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การกระจายรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศในทุกมิติโดย ให้มรดกเลี้ยงเมือง ให้การท่องเที่ยวเลี้ยงครัวเรือน”
รมว.ท่องเที่ยวฯ หนุน ททท. ผนึก 20 พันธมิตร เดินหน้า “Shape Supply” ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่เป้าหมายความยั่งยืน STGs ปี 2030 วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ 20 หน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน (Sustainable Tourism Goals: STGs) ภายในปี 2030 ผ่านโครงการ “Shape Supply” ที่มุ่งเสริมสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในทุกมิติ โดยมีนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ และโฆษกกระทรวงฯ, นายจักรพรรดิ์ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ, นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงฯ , นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และ 20 หน่วยงานพันธมิตร ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นายสรวงศ์ เทียนทอง กล่าวแสดงความยินดีต่อความร่วมมือครั้งสำคัญ พร้อมเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม โดยการลงนามครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เข้มแข็งในการบูรณาการทรัพยากรและศักยภาพของทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการดำเนินงานตามเป้าหมาย STGs ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่อนาคตของการท่องเที่ยวไทยที่มั่นคงและยั่งยืน ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ททท. ได้นำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติมาพัฒนาเป็น “เป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน (STGs)” เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการรับรอง เช่น STGs STAR, Carbon Footprint Hotels (CF-Hotels) และรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (TTA) โดยในปี 2568 ได้มีการเพิ่มรางวัลประเภท “องค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน” และยกระดับรางวัลด้านความยั่งยืนในทุกประเภท พันธมิตรทั้ง 20 หน่วยงานที่ร่วมลงนามในครั้งนี้ ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว, การกีฬาแห่งประเทศไทย, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.), องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.), สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.), สอวช., สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA), สมาคมโรงแรมไทย (THA), สมาคมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย, สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ – ไทย (TICA), มูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน, บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, บริษัท AWC, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน), บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และบริษัท วัน แบงค็อก จำกัด สำหรับแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างปี 2568–2570 จะครอบคลุมการส่งเสริมการรับรองผู้ประกอบการและชุมชนท่องเที่ยวตามมาตรฐานความยั่งยืนของ ททท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ การจัดกิจกรรมไมซ์ที่เป็นกลางทางคาร์บอน การนำแนวทาง ESG / BCG / Eco-efficiency มาใช้ในกิจกรรมกีฬาและท่องเที่ยวเชิงกีฬา รวมถึงการส่งเสริม Zero Waste ในแหล่งท่องเที่ยวและสถานประกอบการ นายสรวงศ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความร่วมมือในวันนี้คือหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วน ในการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ไม่เพียงแต่เข้มแข็ง หากยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อส่งต่อคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป”
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าเต็มกำลัง! เตรียมผลักดันไทยสู่เจ้าภาพ F1 World Championship วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.00 น. นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมความพร้อมการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถยนต์ Formula One ในประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568 ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการฯ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเร่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรถยนต์ชิงแชมป์โลกรายการ FIA FORMULA ONE WORLD CHAMPIONSHIP ระหว่างปี พ.ศ. 2571 – 2575 (รวม 5 ปี) การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารเข้าร่วม อาทิ นายจักรพรรดิ์ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, และ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการผลักดันเป้าหมายระดับชาตินี้ โดยที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาและหารือในประเด็นสำคัญหลายประเด็นเพื่อวางรากฐานการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Formula One อย่างรอบด้าน ได้แก่: * การจัดทำประชาพิจารณ์: ขอความเห็นชอบขั้นตอนการดำเนินงานการจัดทำประชาพิจารณ์สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์ Formula One ในประเทศไทย เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน สร้างความเข้าใจและการยอมรับจากทุกภาคส่วน * การว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อเจรจากับ FOWC: พิจารณาอนุมัติขอบเขตการดำเนินงานจัดจ้างที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดำเนินการเจรจาต่อรองกับ Formula One World Championship (FOWC) รวมถึงวางแผนการดำเนินงานในทุกมิติสำหรับการจัดแข่งขันรถยนต์ Formula One ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความเป็นไปได้ในการจัดงานอย่างยั่งยืน * การมอบหมายหน้าที่ตามมติ ครม.: มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ตามมติคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นมติที่เห็นชอบในหลักการเรื่องการเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์ชิงแชมป์โลกรายการ FIA FORMULA ONE WORLD CHAMPIONSHIP ในประเทศไทยประจำปี พ.ศ. 2571 – 2575 การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Formula One ซึ่งจะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลต่อการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก
“ก้าวต่อไปของฐานข้อมูลกีฬาไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าต่อยอดการพัฒนาระบบสารานุกรมกีฬาประเทศไทย (Thailand Sports Almanac) ให้เป็นฐานข้อมูลกลางด้านการกีฬาของประเทศ” วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรม Centara Life Hotel Bangkok Phra Nakorn กรุงเทพมหานคร นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อรวบรวมและระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสารานุกรมกีฬาประเทศไทย (Thailand Sports Almanac) ระยะที่ 2 ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการต่อยอดการพัฒนาให้ระบบมีความครบถ้วน สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมีการเพิ่มเติมระบบข้อมูลที่จำเป็นต่อการพัฒนาการกีฬาของประเทศ ได้แก่ ข้อมูลศูนย์ฝึกกีฬา ข้อมูลศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ข้อมูลมาตรฐานบุคลากรทางการกีฬา ข้อมูลทะเบียนนักกีฬา ข้อมูลหลักสูตรการฝึกอบรม และข้อมูลผลการแข่งขันของสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดประชุมกลุ่มย่อยในครั้งนี้ ว่ามีบทบาทสำคัญในการรวบรวมข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบข้อมูลศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ศูนย์ฝึกกีฬา และศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานสำคัญในการพลิกโฉมการพัฒนาการกีฬาของประเทศ โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลที่ครบถ้วน สมบูรณ์ และทันสมัย เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการกีฬา ทั้งนี้ ระบบสารานุกรมกีฬาประเทศไทย (Thailand Sports Almanac) จะทำหน้าที่เป็น “คลังข้อมูลกลางด้านการกีฬา” ที่มีความครบถ้วน ถูกต้อง และน่าเชื่อถือ เพื่อให้บริการข้อมูลที่แม่นยำและทันต่อสถานการณ์แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านการกำหนดนโยบาย การจัดสรรงบประมาณ การติดตามประเมินผล ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายในทุกระดับ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนากีฬาของประเทศไทยให้เป็นไปอย่างมีทิศทาง ชัดเจน และต่อเนื่องในระยะยาว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามุ่งมั่นที่จะยกระดับระบบสารสนเทศด้านกีฬาให้เป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศ ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนการกีฬาไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต
การประชุมหารือระหว่างบริษัท อโกด้า เซอร์วิสเซส จำกัด และผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.30 น. นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้การต้อนรับและเป็นประธานการประชุมหารือกับนาย Daniel Wu หัวหน้าฝ่ายความร่วมมือกับภาครัฐระดับนานาชาติ (Head of Global Government Affairs) บริษัท อโกด้า เซอร์วิสเซส จำกัด ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ และการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ยุคดิจิทัล การหารือในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ AI มาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน และเสริมความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.30 น. ณ ห้องโถง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นสายสะพาย ประจำปี พ.ศ. 2567 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีผู้เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) จากสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพลศึกษา และกรมการท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้น 14 ราย ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และโฆษกกระทรวง, นายจักรพรรดิ์ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ, นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อย่างพร้อมเพรียง จากนั้นในเวลา 14.00 น. นายสรวงศ์ เทียนทอง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 โดยกล่าวคำกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล พร้อมกล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณ และร่วมกันร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” และ “สดุดีจอมราชา” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ทั้งสองกิจกรรมสะท้อนถึงความภาคภูมิใจของข้าราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท และมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติอย่างยั่งยืน