กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ข่าวสารล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 เวลา 13.30 น. นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่เกาะกูด จังหวัดตราด เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และความต้องการจากผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยมีการพูดคุยอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ ปัญหาที่ผู้ประกอบการสะท้อน : ผู้ประกอบการในเกาะกูดได้สะท้อนปัญหาหลายด้าน เช่น ปัญหาไกด์เถื่อน ผู้ประกอบการไม่มีใบอนุญาต ข้อจำกัดด้านสาธารณูปโภค เช่น ไฟส่องสว่าง การคมนาคมขนส่ง และสัญญาณโทรศัพท์ รวมถึงการบริหารจัดการจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยวสูง (High Season) ที่เกินขีดความสามารถของพื้นที่ นอกจากนี้ยังต้องการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาช่วยประชาสัมพันธ์ศักยภาพของเกาะกูดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น รมว.ท่องเที่ยวฯ ย้ำพร้อมแก้ปัญหาและพัฒนาเกาะกูดสู่ High End Tourism : นายสรวงศ์ เทียนทอง กล่าวภายหลังการประชุมว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทยในเรื่องที่ดินทำกิน กรมเจ้าท่าในเรื่องการคมนาคมขนส่ง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับการพัฒนาเกาะกูด นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวจะดำเนินการแก้ไขปัญหาไกด์เถื่อนและทัวร์เถื่อน พร้อมส่งเสริมการอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่นให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และผลักดันผู้ประกอบการนอกระบบให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง “ทรัพยากรของเกาะกูดยังมีความบริสุทธิ์ และมีศักยภาพสูงในการรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างชาติ กระทรวงจะเร่งดำเนินการป้องกันปัญหาผิดกฎหมาย พร้อมพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการในพื้นที่ให้เติบโตไปพร้อมกับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน” รัฐมนตรีกล่าว รมว.สรวงศ์ ชวนเที่ยวเกาะกูด : นายสรวงศ์ ยังเชิญชวนนักท่องเที่ยวว่า “เกาะกูดไม่มีปัญหาจริงๆ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาสัมผัสความสวยงามของเกาะกูด การเดินทางสะดวกสบาย และที่สำคัญขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมของเราไว้ มาแล้วคุณจะติดใจ ถ้าไทยไม่เที่ยวไทย แล้วใครจะมาช่วยเรา ไทยต้องช่วยไทย ไม่มีใครช่วยเราได้” การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก พร้อมผลักดันเกาะกูดให้ก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ High End อย่างยั่งยืน
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยทีมงานผู้บริหารระดับสูง อาทิ นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ และโฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจักรพรรดิ์ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ร่วมกันลงพื้นที่เกาะกูด จังหวัดตราด โดยมี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด พ.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ มูลศาสตร์ สว.ส.ทท 6 กก.2 บก.ทท.1 บช.ทท. ให้การต้อนรับ ช่วงเช้า เวลา 10.30 น. นายสรวงศ์เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเกาะกูดสู่แหล่งท่องเที่ยวระดับ High End โดยเน้นแนวทางการส่งเสริม sports tourism และ wellness green tourism เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ พร้อมผลักดันเกาะกูดให้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม premium destination ร่วมกับเกาะใกล้เคียงในจังหวัดตราด ในที่ประชุมมีข้อเสนอแนะหลายประการ อาทิ การพัฒนาสินค้าท้องถิ่นให้เป็นสินค้าพรีเมียม การอบรมเพิ่มพูนทักษะให้แก่มัคคุเทศก์ในพื้นที่ และการดึงผู้ประกอบการนอกระบบเข้าสู่ระบบ เพื่อสร้างงานและเพิ่มมาตรฐานบริการให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการวางแผนเพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืนในพื้นที่นานขึ้นและใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน นายสรวงศ์กล่าวว่า “การพัฒนาเกาะกูดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ High End เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด เราจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้การพัฒนานี้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่” กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายืนยันจะเดินหน้าผลักดันแผนงานดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและสร้างมูลค่าให้กับประเทศไทยในเวทีโลก
วันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 เวลา 18.00 น. ณ ไอคอนสยาม นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2024” กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เนรมิตปรากฏการณ์แห่งแสง สี ริมแม่น้ำเจ้าพระยาสุดยิ่งใหญ่กับการจัดงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2024” ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2567 เวลา 18.00 – 22.00 น. กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวส่งท้ายปี ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงาน ตั้งเป้าสร้างรายได้หมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมี นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายจักรพรรดิ์ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, นางวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท., คณะทูตานุทูตประเทศต่าง ๆ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และพันธมิตรร่วมเปิดงาน นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งสร้างบรรยากาศแห่งความสุข และการเฉลิมฉลองในช่วงปลายปี ด้วยการจัดงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2024” ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2567 เวลา 18.00 - 22.00 น. ซึ่งเป็นหนึ่งในบิ๊กอีเวนต์สำคัญภายใต้เทศกาล Thailand Winter Festivals 2024 ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อสร้างบรรยากาศและสีสันให้กับแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยแสงไฟและการแสดงทางวัฒนธรรมในยามค่ำคืน ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มาร่วมชื่นชมความงดงามของแลนด์มาร์คประเทศไทยริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมไทยแบบดั้งเดิม และสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ พร้อมด้วยแสงสีตระการตาที่จะมาเพิ่มเสน่ห์ให้กับกรุงเทพมหานคร และสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนยิ่งกว่าเดิม รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเรืออาหาร เรือนำเที่ยว โรงแรม ที่พัก ตลอดจนร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยคาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ณ คลองผดุงกรุงเกษม (ย่านหัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงฯ และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดงานเทศกาล “สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของ Thailand Winter Festival 2024 ภายใต้แนวคิด “Seven Wonders of Thailand” ที่ประกอบด้วยการลอยกระทง การส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ กิจกรรมกีฬา กิจกรรมวัฒนธรรม เทศกาลอาหาร เทศกาลดนตรี และเทศกาลแสงสี ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและมอบประสบการณ์พิเศษให้กับคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านการนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานกับศิลปะและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปีนี้ ททท. ได้เนรมิตคลองผดุงกรุงเกษมให้กลายเป็นบรรยากาศแห่งความสุขและความสวยงาม โดยจัดงานในแนวคิด “Amazing Night of Lights : Loi Krathong Festival” เพื่อเฉลิมฉลองประเพณีลอยกระทง และส่งเสริมยกระดับเทศกาลงานประเพณีไทยสู่งานระดับโลก (Local to Global) ด้วยขบวนแห่ประเพณีลอยกระทงและนางนพมาศทางน้ำที่งดงาม โดยมีไฮไลท์คือการปรากฏตัวของ ‘ญาญ่า – อุรัสยา เสปอร์บันด์’ ซึ่งจะนำขบวนแห่ เพื่อสนับสนุนการลอยกระทงแบบวิถีใหม่ที่คำนึงถึงความยั่งยืนทั้งทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม งานลอยกระทงครั้งนี้ยังจัดกิจกรรมแบบ Interactive มากมาย เช่น กิจกรรม DIY ทำกระทงจากวัสดุธรรมชาติ เช่น โคมล้านนา กระทงกะลามะพร้าว กระทงใบลาน และกระทงรวงข้าว นอกจากนี้ยังมีการประกวดกระทงรักษ์โลก ประเภท On Ground และ Online เพื่อส่งเสริมการประดิษฐ์กระทงจากวัสดุธรรมชาติและย่อยสลายได้ รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การสาธิตการทำพัดสานจากชุมชนท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมในประเพณีไทยอย่างยั่งยืน ททท. คาดการณ์ว่าการจัดงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยประมาณ 330,450 คน-ครั้ง สร้างรายได้ถึง 1,371 ล้านบาท ในขณะที่ช่วงเทศกาลลอยกระทงทั่วประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยประมาณ 1.99 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากปีที่ผ่านมา และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 6,990 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยภาคเหนือคาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนมากที่สุดประมาณ 568,740 คน-ครั้ง สร้างรายได้รวม 2,556 ล้านบาท งานเทศกาลลอยกระทงปีนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการส่งเสริมเทศกาลประเพณีไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ พร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมไทยให้ยั่งยืนในอนาคต
รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมงานประเพณีลอยกระทง จังหวัดสุโขทัย วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ดร.วนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับมอบหมายจากนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เข้าร่วมในงานประเพณีลอยกระทง "เผาเทียน เล่นไฟ" จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2567 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี งานประเพณีลอยกระทงสุโขทัยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2567 มีการจัดกิจกรรมหลากหลาย เช่น การแสดงแสงเสียง การแสดงศิลปวัฒนธรรม การประกวดนางนพมาศ และการลอยพระประทีปพระราชทาน ซึ่งสะท้อนถึงความงดงามทางวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ในโอกาสเดียวกันนี้ ดร.วนิดา ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน และให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตลอดการจัดงาน เพื่อสร้างความมั่นใจและประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ของงานประเพณีลอยกระทงในครั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมงานเพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจ พร้อมสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานประเพณีไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป
รายงานงบทดลองประจำเดือนตุลาคม 2567
วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.30 น. นายสันติ ป่าหวาย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำหนดแผนและติดตามผลการตรวจราชการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 1/2567 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการนี้มีหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมประชุม อาทิ กรมพลศึกษา, กรมการท่องเที่ยว, กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, การกีฬาแห่งประเทศไทย, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมได้สรุปสาระสำคัญ คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้พิจารณาคัดเลือกแผนงาน/โครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณหรือประเด็นสำคัญได้ขับเคลื่อนการดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่สอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ/แผนแม่บท และนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีกรอบแนวทางในการคัดเลือก ดังนี้ - เป็นแผนงานโครงการ/ประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล - เป็นแผนงาน/โครงการ/ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมาย (white triangle right) เป็นแผนงานโครงการ/ประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการฯ - เป็นแผนงานโครงการ/ประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับประเด็นการตรวจราชการ - เป็นแผนงาน/โครงการที่มีงบประมาณสูง ซึ่งมีพื้นที่ดำเนินการครอบคลุมหลายจังหวัดหรือทั่วประเทศ และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน - โครงการที่ได้รับการคัดเลือกให้บรรจุในแผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีจำนวน 20 โครงการ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น ผลจากนโยบายฟรีวีซ่าดันยอดนักท่องเที่ยวเพิ่ม 140% วันที่ 10 พฤศจิกายน 2567 เวลา 16.40 น. ณ อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมตรวจเยี่ยมและเตรียมความพร้อมของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ พร้อมแสดงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทยที่จะเป็นฮับท่องเที่ยวระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า มีความมั่นใจในความพร้อมของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้บริการประชาชน โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนที่เดินทางมาประเทศไทยได้รับความสะดวกและความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ยังได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานหนักในช่วงไฮซีซั่น พร้อมกำชับให้ทุกคนดูแลสุขภาพร่างกายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสนับสนุนถึงความสำเร็จของนโยบายฟรีวีซ่าที่ริเริ่มโดยอดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นถึง 140% โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากอินเดียที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตอกย้ำถึงความสำเร็จของนโยบายที่ช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวย้ำเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยว่าทุกหน่วยงานมีการประสานงานและเตรียมแผนรองรับอย่างรอบคอบ ทั้งในเรื่องระบบตรวจคนเข้าเมืองและการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว โดยมีแผนสำรองพร้อมในกรณีที่อาจเกิดปัญหา เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ในทุกสถานการณ์