กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ข่าวสารล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้ นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารสภากีฬาโรงเรียนแห่งอาเซียน (ASEAN Schools Sports Council – ASSC) ครั้งที่ 58 พร้อมด้วย นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา ณ ห้องประชุมสนามกีฬาแห่งชาติฮัสซานัล โบลเกียห์ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไนดารุสซาลาม โดยมี นายกิ่งมะโน พรมมะหาไซ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและการกีฬา สปป.ลาว เป็นประธานการประชุม การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนากีฬานักเรียนในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนการขับเคลื่อนกีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างทักษะชีวิต การมีน้ำใจนักกีฬา และความสัมพันธ์อันดีในหมู่เยาวชนอาเซียน อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประชาคมอาเซียนอย่างยั่งยืน ต่อมาในเวลา 14.30 น. นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้าร่วมเป็นเกียรติใน พิธีเปิดการแข่งขันกีฬานักเรียนอาเซียน ครั้งที่ 14 (14th ASEAN Schools Games 2025) ณ อินดอร์ สเตเดียม ศูนย์กีฬาแห่งชาติฮัสซานัล โบลเกียห์ โดยมี นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะ นำทัพนักกีฬาตัวแทนนักเรียนไทยเข้าร่วมพิธีเปิดอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนถึงความพร้อม ศักยภาพ และพลังของนักกีฬาไทยบนเวทีนานาชาติ ซึ่งปีนี้ไทยส่งนักกีฬาตัวแทนนักเรียนไทยและเจ้าหน้าที่รวมทั้งสิ้น 185 คน การแข่งขัน ASG ครั้งที่ 14 ถือเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาเยาวชนในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการแข่งขันหลายประเภทกีฬา พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านกีฬาและมิตรภาพระหว่างเยาวชนประเทศสมาชิก สำหรับวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 จะมีการแข่งขันทั้งหมด 3 ประเภทกีฬา ได้แก่ บาสเกตบอล, เซปักตะกร้อและแบดมินตัน ซึ่งนักกีฬาตัวแทนนักเรียนไทยพร้อมลงสนามอย่างมุ่งมั่น เพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียงให้กับประเทศ
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มอบหมาย นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมการประชุมหารือ เรื่อง “การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และมาตรการลดหย่อนภาษีภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” โดยมีนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ประธานคณะกรรมาธิการเป็นประธาน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ในการประชุม นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ได้ชี้แจงความจำเป็นในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นการลดภาระงบประมาณแผ่นดินในด้านต่าง ๆและชี้แจงแนวทางการดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศ โดยนายอนุกูล จันทร์จรัส ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยได้อธิบายถึงประเด็นสำคัญในเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ได้แก่ • ข้อกฎหมาย • ระบบการจัดเก็บ • การบริหารจัดการงบประมาณจากค่าธรรมเนียมที่เก็บได้ • การเชื่อมโยงกับระบบ TDAC ของตม. • ความพร้อมทุกมิติของการจัดเก็บค่าธรรมที่กระทรวงฯ ได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว อย่างไรก็ตามการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อาจจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยวในไทย แค่ 0.1% เท่านั้น จากการศึกษาในเชิงเศรษฐมิติของมหาวิทยาลัยนเรศวรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งนี้ ในส่วนของการบริหารจัดการเงินค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บนั้น จะใช้จ่ายได้ตาม พ.ร.บ. นโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 24 โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยที่มีผู้แทนทั้งจากทั้งภาครัฐและเอกชน คอยกำกับดูแลกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยด้วย ผลจากการประชุมนี้ ผลจากการประชุมนี้ ควรกำหนดกรอบแนวทางและระเบียบการจัดสรรคการใช้งบประมาณดังกล่าว รวมถึงการกำหนดข้อกฎหมายให้ชัดเจน นอกจากนี้ นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการเที่ยวเมืองรอง 2567 ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวทางเศรษฐกิจในจังหวัดเมืองรอง มาตรการดังกล่าว สามารถช่วยกระตุ้นการตัดสินใจในการเข้าไปเที่ยวในเมืองรองได้บ้าง เมื่อใช้ร่วมกับการส่งเสริมมาตรการด้านอื่น ๆ #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #การจัดเก็บค่าธรรมเนียม #มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง
ประเทศไทยและราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และสาขาสำคัญอื่น ๆ ภายใต้กรอบสภาความร่วมมือซาอุดี–ไทย (STCC) โดยมี นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทำหน้าที่ประธานร่วมฝ่ายไทย และ Eng. Abdullah Alraddadi เป็นประธานร่วมฝ่ายซาอุดีฯ ที่ประชุมได้ร่วมกันติดตามความก้าวหน้าและเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้แผนความร่วมมือ เพื่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว โดยมีสาระสำคัญดังนี้: 1. ด้านวัฒนธรรม ชื่นชมการเยือนซาอุดีอาระเบียของผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรมไทย และกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ กิจกรรมโดดเด่น ได้แก่ เทศกาลไทย ณ กรุงริยาด และการเข้าร่วมงานหัตถกรรมสากลซาอุดีฯ (Banan) ทั้งสองฝ่ายตั้งตารอการลงนาม บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางวัฒนธรรม ในเร็ว ๆ นี้ 2. ด้านฮัจญ์และอุมเราะห์ ฝ่ายไทยขอบคุณการฝึกอบรมและการสนับสนุนจากกระทรวงกิจการฮัจญ์ฯ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการลงนามข้อตกลงฮัจญ์ ประจำปี ฮ.ศ. 1447 3. ด้านการศึกษา เห็นชอบผลักดันโครงการใหม่ 3 รายการ ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา การจัดอบรมออนไลน์ด้านการศึกษา และการพัฒนาความร่วมมืออาชีวศึกษาในสาขาการท่องเที่ยวและการบริการ 4. ด้านสาธารณสุข เห็นชอบ 4 โครงการใหม่ ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบริการเรือพยาบาล ความร่วมมือจัดตั้งรีสอร์ตสุขภาพ และการจัดหาพยาบาลเฉพาะทาง 5. ด้านการท่องเที่ยว เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสถานประกอบการท่องเที่ยว มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และได้มาตรฐานสากล 6. ด้านการกีฬา เห็นพ้องเสริมสร้างความร่วมมือ โดยเฉพาะในกีฬาบอคเซีย ซึ่งไทยมีจุดแข็งและพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ไทย–ซาอุดีอาระเบียที่เข้มแข็งและรุดหน้าอย่างรวดเร็ว โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันร่วมผลักดันความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน.
นายสมบัติ คุรุพันธ์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ค.ต.ป.กก.) เป็นประธานในการประชุม ค.ต.ป.กก. ครั้งที่ 11/2568 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีคณะกรรมการ ค.ต.ป.กก. รวมถึงผู้แทนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกอบด้วย กรมการท่องเที่ยว กรมพลศึกษา มหาวิยาลัยการกีฬาแห่งชาติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เข้าร่วมการประชุมฯในวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Video Conference) การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญเพื่อพิจารณาและรับทราบข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานของกระทรวงฯ ได้แก่ 1. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา (Front Load) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ซึ่งมาตรการนี้กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายภาพรวมที่ร้อยละ 33 ในไตรมาสที่ 1 และร้อยละ 93 ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2. รายละเอียดแผนงาน/โครงการของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รับการคัดเลือก โดยเป็นแผนงาน/โครงการที่สำคัญ (Flagship) สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและนโยบายของรัฐมนตรีฯ (ด้านท่องเที่ยวและกีฬา) ซึ่งโครงการที่ได้รับคัดเลือกมีจำนวน 16 โครงการ อาทิ โครงการที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย Welcome Back, China! และ การจัดการแข่งขันกีฬามวยไทยเพื่อสร้างกระแสความตื่นตัวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงพิจารณารายละเอียดในการลงพื้นที่ตรวจสอบและประเมินผล ณ จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 เพื่อตรวจติดตามการปฎิบัติราชการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตามประเด็นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นายสมบัติ คุรุพันธ์กล่าวทิ้งท้ายว่าการประชุมครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและนโยบายที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.30 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ประกอบด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวและกีฬา, นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่ายภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรายงานสถานการณ์ และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนในการยกระดับศักยภาพและฟื้นฟูความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มุ่งเตรียมความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในปี 2569 นายอรรถกร รมว.กก. เปิดเผยภายหลังการหารือว่า การนำภาคเอกชนเข้าพบนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตจำนงค์ของกระทรวงฯ ในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็น “จุดหมายปลายทางคุณภาพ” ที่มอบทั้ง “มูลค่าที่คุ้มค่า” (Value for Money) และสร้างภาพลักษณ์ “ความเป็นมิตร” (Friendly) ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่กระทรวงฯ กำลังขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยได้นำเสนอ 2 มาตรการหลัก ที่เป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาและกระตุ้นตลาดในช่วงเวลานี้ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็น “จุดหมายปลายทางหลัก” ในภูมิภาค สรุป 2 มาตรการหลักที่ได้รับการผลักดันเชิงนโยบาย 1. มาตรการด้านความปลอดภัยและการฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Restoring Trust) • เน้นหนัก: การจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ และการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อจัดการข่าวสารที่ไม่ถูกต้องและลดข่าวปลอม • หัวใจสำคัญ: ผลักดันให้มีการจัดทำ “Travel Advisory Note” ที่มีมาตรฐานเดียวและมีความชัดเจน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงรุกและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่นักท่องเที่ยว • การกำกับดูแล: เข้มงวดในการกวดขันและปราบปรามผู้ประกอบการและมัคคุเทศก์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง 2. มาตรการกระตุ้นตลาดและลดต้นทุนผู้ประกอบการ (Reviving Market Momentum / Quick Win) • การตลาด: เร่งจัดทำแผนงานและแคมเปญ “Quick Win” ทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศ พร้อมจัดทำแพ็กเกจส่งเสริมการขายร่วมกับเอกชน เพื่อกระตุ้นยอดเดินทาง • การสนับสนุน: ขอรับการสนับสนุนมาตรการด้านการเงิน อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนสามารถลดต้นทุนและฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน นายกรัฐมนตรีได้ให้การตอบรับและแสดงความพร้อมของรัฐบาลในการสนับสนุนการทำงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเห็นชอบในหลักการที่ต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้า บริการ และมาตรการความปลอดภัยให้ทัดเทียมสากล ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลกได้อย่างยั่งยืน #MOTS #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #RestoringTrust #QuickWin
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้การต้อนรับ ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน พร้อมด้วย Ms. Li Ming ผู้แทนจาก China Media Group (CMG) และคณะกรรมการชุดใหม่ของสมาคมฯ ในโอกาสเข้าพบเพื่อแนะนำองค์กรและหารือแนวทางความร่วมมือด้านการสื่อสารระหว่างไทย–จีน การพบปะครั้งนี้จัดขึ้นในบรรยากาศเป็นกันเอง โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อหารือด้านการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนจีนในการสนับสนุนนโยบายของไทย ปลัดกระทรวงฯ ได้เน้นย้ำถึง บทบาทสำคัญของสื่อมวลชนในฐานะสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมระบุว่าไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่แน่นแฟ้นมายาวนาน การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างสรรค์ผ่านสื่อจีน จะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการเดินทางและเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวจีน นางสาวนัทรียา กล่าวว่า “การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของไทย ขณะที่กีฬาและวัฒนธรรมก็มีบทบาทเสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น” พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯ พร้อมอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี มีมาตรฐาน และปลอดภัยสูงสุด ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้ขอความร่วมมือจากสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ช่วยเผยแพร่ข่าวสารด้านการท่องเที่ยวไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะในมณฑลหรือพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวยังไม่คุ้นเคยกับประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และเชิญชวนให้เดินทางมาท่องเที่ยวไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญ ด้านสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีนได้แสดงความพร้อมที่จะร่วมผลักดันการสื่อสารเชิงบวกเกี่ยวกับประเทศไทย ผ่านเครือข่ายสื่อชั้นนำของจีนและสื่อออนไลน์ที่เข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ พร้อมเดินหน้าส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การพบปะครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยให้โดดเด่น น่าเชื่อถือ และเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและเป็นมิตรสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้อง Siam Hall ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ โฮเทล พญาไท กรุงเทพฯ นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงวิชาการเพื่อนำเสนอผลการประเมินรายได้จากการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ ภายใต้โครงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวสู่ระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย รองปลัดกระทรวงฯ กล่าวในพิธีเปิดว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของการท่องเที่ยวทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นหนึ่งในรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง และเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย การพัฒนาฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวทางน้ำให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตอบโจทย์ทิศทางการท่องเที่ยวคุณภาพ และรองรับความเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงฯ เน้นย้ำว่า การท่องเที่ยวทางน้ำครอบคลุมทั้งกิจกรรมทางทะเล ชายฝั่ง และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายพื้นที่ การมีข้อมูลเชิงลึกและมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มแข็งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ดีขึ้น พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาศักยภาพด้านนี้อย่างจริงจัง จากนั้น นายบุญสุธรรศ ประเสริฐกูรชัย หัวหน้ากลุ่มวิศวกรรมและมาตรฐานการท่องเที่ยวและกีฬา กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยทางการท่องเที่ยว ได้นำเสนอวัตถุประสงค์ของการประชุม พร้อมรายงานภาพรวมผลการประเมินรายได้จากการท่องเที่ยวทางน้ำ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ภายในงานมีการบรรยายและอภิปรายจากผู้เชี่ยวชาญหลายหน่วยงาน อาทิ • กรมเจ้าท่า • ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) • กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง • ผู้ประกอบการเรือยอชต์จาก Ocean Escape Yacht Charter ซึ่งได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับดูแล การจัดเก็บข้อมูล และบทบาทของเทคโนโลยีในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางน้ำยุคใหม่ บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ผู้เข้าร่วมให้ความสนใจและเสนอความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวทางน้ำของประเทศให้มีศักยภาพสูงขึ้น และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. นายพัฒพงศ์ พงษ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยนายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้การต้อนรับ นายปราบ เพียรสกุล ผู้แทนระดับสูงประจำประเทศไทย สปป.ลาว และเมียนมา และคณะผู้แทนสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council : US-ABC) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา การหารือครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งด้านรายได้ การเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และการจ้างงานในภาคบริการ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. การยกระดับมาตรการ Travel Safe, Worry Free ผ่านการนำเทคโนโลยีมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเสริมความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว 2. การสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 3. การแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้การกำกับดูแลสอดคล้องกับบริบทและแนวโน้มการท่องเที่ยวในปัจจุบัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะหน่วยงานหลักด้านการท่องเที่ยว ได้ให้ความสำคัญกับการบูรณาการ การประชาสัมพันธ์ด้านความปลอดภัยผ่านแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อ รวมถึงการนำตราสัญลักษณ์มาตรฐาน การท่องเที่ยวไทยมาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานของไทย
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงฯ เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างความเข้าใจในการประเมินด้านการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน การประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อ รวบรวมข้อมูลผลผลิตและผลลัพธ์ การดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนของสำนักงานปลัดกระทรวงฯ และหน่วยงานในภูมิภาค เพื่อให้การนำเสนอผลงานในการสมัครรางวัลเลิศรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ การประชุมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก ผู้อำนวยการและผู้แทนสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด (ทกจ.) ทั้ง 76 จังหวัด เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรับฟังแนวทางการประเมินและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงปฏิบัติการในการทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ รางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบโดยสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อเชิดชูหน่วยงานที่มีการออกแบบกลไกและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่น ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผน ตัดสินใจ และติดตามประเมินผลการดำเนินงานของภาครัฐอย่างแท้จริง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนและตรงตามความต้องการของคนในพื้นที่ นายเศกสันฐ์ กล่าวย้ำว่า “การนำเสนอผลงานในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การทำเพื่อรางวัล แต่เป็นการสะท้อนว่าการทำงานของกระทรวงฯ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จริง ผ่านการรับฟังและร่วมกันกำหนดทิศทางของจังหวัด”
ภายหลังพิธีอัญเชิญไฟพระฤกษ์การแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการปรับปรุง ศูนย์กีฬาทางน้ำ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับใช้เป็นสนามแข่งขันกีฬาทางน้ำในมหกรรมซีเกมส์ปลา ยปีนี้ จากการตรวจติดตามในครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย ได้รายงานความพร้อมว่า การก่อสร้างและปรับปรุงสระว่ายน้ำจะแล้วเสร็จตามกำหนดภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 โดยขณะนี้งานโครงสร้าง ระบบกรองน้ำ และงานประกอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ดำเนินหน้าไปตามแผน เพื่อทดสอบความพร้อมของสนามแข่งขันก่อนใช้งานจริง กระทรวงฯ และสมาคมกีฬาทางน้ำฯ เตรียมจัดการแข่งขัน ว่ายน้ำมาสเตอร์ชิงแชมป์อาเซียน ในวันที่ 29–30 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะเป็นการทดสอบระบบสระ ระบบเวลา แสง เสียง และการบริหารจัดการโดยรวมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล หลังจากนั้น จะเปิดให้ ทัพนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย เข้าร่วมแคมป์เก็บตัวฝึกซ้อมร่วมกัน ณ ศูนย์กีฬาทางน้ำ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อให้ทีมชาติไทยได้ทำความคุ้นเคยกับสนามซ้อมและแข่งขันจริง ก่อนลงชิงชัยในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 นายอรรถกร เน้นย้ำว่า การปรับปรุงศูนย์กีฬาทางน้ำแห่งนี้เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการให้ได้ตามมาตร ฐาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถจัดการแข่งขันซีเกมส์ได้อย่างสมศักดิ์ศรี และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายืนยันว่า จะเดินหน้าติดตามเร่งรัดงานในทุกขั้นตอนให้แล้วเสร็จอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เป็นความภูมิใจของประเทศไทยและอาเซียนร่วมกัน
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีอัญเชิญไฟพระฤกษ์ไปร่วมกิจกรรมวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ (Torch Relay SEA Games and ASEAN Para Games Thailand 2025) โดยมี คณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน, นายนรพล ตันติมนตรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.),นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, คณะผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, คณะผู้บริหาร กกท., นักกีฬา และสื่อมวลชนเข้า ร่วมกิจกรรม ณ ลานกิจกรรมหน้าอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวเปิดงาน โดยแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน "ไฟพระฤกษ์" เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เพื่อเป็นสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจสูงสุดแก่ผู้จัดการแข่งขันและนักกีฬาทุกท่าน ซึ่ง "ไฟพระฤกษ์" ถือ เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ของเกมส์การแข่งขัน และสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมการกีฬาของชาติ ทั้งนี้ พิธีอัญเชิญและการวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ในวันนี้ เป็นวาระที่เราจะได้ร่วมกันส่งต่อเปลวไฟแห่งมิตรภาพนี้ ไปสู่จังหวัดเจ้าภาพ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา สำหรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และจังหวัดนครราชสีมา สำหรับการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพด้านการกีฬาและมิตรไมตรีของคนไทย และขอให้เปลวไฟที่กำลังจะเคลื่อนขบวนไปนี้ นำพาซึ่งจิตวิญญาณของนักกีฬาอย่างแท้จริง สำหรับกิจกรรมวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ (Torch Relay SEA Games and ASEAN Para Games Thailand 2025) จัดขึ้นพร้อมกันอย่างยิ่งใหญ่ใน 4 จังหวัดภาพ โดยกรุงเทพมหานคร เริ่มพิธีในเวลา 07.15 น. ขบวนอัญเชิญไฟพระฤกษ์ได้เคลื่อนจากห้องเก็บรักษาไฟพระฤกษ์ บริเวณ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา กกท. มายังจุดเริ่มต้น ก่อนที่ประธานในพิธีจะกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการและทำการต่อไฟพระฤกษ์เพื่อจุดคบเพลิงแรก (ไม้ที่ 1) คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เริ่มวิ่งจากอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ตามเส้นทางที่กำหนดในกรุงเทพมหานคร โดยมีบุคคลสำคัญ ผู้สนับสนุน และนักกีฬาที่มีชื่อเสียงร่วมเป็นผู้ถือคบเพลิง รวมทั้งสิ้น 73 ไม้ อาทิ บัลลังก์ ทับทิมแดง, ร้อยเอก สมบัติ บัญชาเมฆ (บัวขาว), ภูริพล บุญสอน,ปกรณ์ ลัม (โดม), สมชาย เข็มกลัด (เต๋า) และสมจิตร จงจอหอ ซึ่งกิจกรรมวิ่งคบเพลิงดำเนินไปตลอดทั้งวัน และเสร็จสิ้นลงด้วยความเรียบร้อยเมื่อคบเพลิงสุดท้ายเข้าสู่จุด FINISH ณ ลานกิจกรรมหน้าอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ในเวลา 20.00 น. ถือเป็นการเริ่มต้นการประชาสัมพันธ์การแข่งขันมหกรรมกีฬาในระดับภูมิภาคครั้งนี้ด้วยความสำเร็จ นอกจากนี้ คณะผู้บริหารได้ร่วมปล่อยตัวนักวิ่ง FUN RUN ระยะทาง 3 กิโลเมตร เพื่อร่วมวิ่งฉลองไฟพระฤกษ์ โดยมีนักวิ่งเข้าร่วมกว่า 1000 คน ซึ่งทุกท่านที่วิ่งจบระยะ จะได้รับทั้งเหรียญที่ระลึก และถุง Goodie Bag ฟรีทุกท่านอีกด้วย ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 - 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา โดยจะมีพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน และการจัดการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ณ จังหวัดนครราชสีมา โดยสามารถติดตามรายละเอียดการแข่งขันได้ที่ Facebook Fanpage : SEA GAMES Thailand 2025
14 พฤศจิกายน 2568 – นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจความพร้อมขั้นสุดท้ายในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ในพื้นที่สัตหีบ พัทยาและชลบุรี สร้างความเชื่อมั่นในการเป็นเจ้าภาพที่สมบูรณ์แบบ ทั้งมาตรฐานสนามแข่งขัน สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักกีฬา นักท่องเที่ยว และความปลอดภัย เพื่อต้อนรับทัพนักกีฬาจากทั่วโลก นายอรรถกร เปิดเผยว่า วันนี้ได้มาตรวจเยี่ยมความพร้อมที่จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะสนามแข่งขันกีฬาเรือใบ ซึ่งได้หารือกับนายกสมาคมฯ และคณะทำงานแล้ว พบว่ามีความพร้อมสูงมาก และมั่นใจว่าจะสามารถจัดการแข่งขันได้ตามมาตรฐานสากลอย่างแน่นอน “จากการประเมินความพร้อม ผมมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของจังหวัดชลบุรี อยากเชิญชวนแฟนกีฬาให้มาชมกันเยอะๆ เพราะชลบุรีถือเป็นจังหวัดที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้ประเทศอย่างมหาศาล ผมเชื่อมั่นว่าบรรยากาศระหว่างการแข่งขันจะยิ่งคึกคัก และจะมีการหลั่งไหลของแฟนกีฬาและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมายังชลบุรี รวมถึงกรุงเทพฯ และสงขลา ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงฯ ในการใช้การกีฬาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว” นายอรรถกร กล่าว รมว.กก. ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญในการดูแลนักกีฬาจากทุกชาติ โดยระบุว่า "ผมได้มอบนโยบายให้ กกท. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วว่า เรามองนักกีฬาทุกชาติเท่าเทียมกัน ในฐานะเจ้าบ้าน เราต้องดูแลให้เขาเกิดความรู้สึกสบายใจที่สุด เราจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ แต่เราจะ 'ดูแลทุกคนเป็นพิเศษอย่างเท่าเทียมกัน' นี่คือแนวทางของเรา" นอกจากนี้ รมว.กก. ยังได้กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบว่า "นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง พระองค์ท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพสูง และทรงเป็นนักกีฬาระดับโลก หน้าที่ของคนไทยคือการร่วมกันถวายกำลังใจ ซึ่งในส่วนของสนามแข่งขัน ได้เตรียมการไว้พร้อมสมบูรณ์ในทุกมิติ" สำหรับภารกิจการลงพื้นที่ตรวจความพร้อมขั้นสุดท้ายตลอดทั้งวัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่สัตหีบ พัทยา จนถึงชลบุรี คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับฟังรายงานสรุปจากคณะทำงานและวิศวกรผู้รับผิดชอบในแต่ละจุด และติดตามการเก็บรายละเอียดในสนามแข่งขันต่างๆ ดังนี้: • ช่วงเช้า (กีฬาเรือใบ): • ประชุมติดตามความพร้อม ณ ศูนย์สมุทรกีฬา อ่าวดงตาล อำเภอสัตหีบ • สำรวจสนามแข่งขัน ณ โอเชี่ยนมารีน่ายอร์ชคลับ • ช่วงบ่าย (ฟุตบอล, ฮอกกี้, ฟลอร์บอล, เทคบอล, ยกน้ำหนัก): • เดินทางไปยัง สนามชลบุรี ไดกิ้น สเตเดียม เพื่อตรวจรับมอบงานและการเก็บรายละเอียดสนามแข่งขัน "กีฬาฟุตบอลหญิง" ซึ่ง รมว.กก. ได้กำชับให้ดูแลการเก็บรายละเอียดในส่วนต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักกีฬาและผู้ชม เช่น ห้องน้ำ และห้องพักนักกีฬา ให้เรียบร้อยสมบูรณ์ที่สุด • ตรวจเยี่ยม มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชลบุรี เพื่อตรวจความพร้อมสนามแข่งขัน "กีฬาฟลอร์บอล", "กีฬาฟุตบอลหญิง" และ "กีฬาฮอกกี้กลางแจ้ง" • ปิดท้ายภารกิจที่ โรงเรียนกีฬาชลบุรี เพื่อตรวจความพร้อมสนามแข่งขัน "กีฬาเทคบอล" และ "กีฬายกน้ำหนัก" การลงพื้นที่ตรวจความพร้อมขั้นสุดท้ายในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะผลักดันให้การเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแต่ในด้านการแข่งขัน แต่ยังรวมถึงการสร้างความประทับใจ การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ และการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ___________________ #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #อรรถกรศิริลัทธยากร #ซีเกมส์ #seagames