กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ปลัดฯ ท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และสำรวจการออกแบบพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 22 ธันวาคม 2566 นายอารัญ บุญชัย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรด้านการท่องเที่ยว การจัดการศึกษา รวมถึงการบูรณาการงานวิจัย เพื่อการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทั้งในมิติเชิงยุทธศาสตร์ และพื้นที่ภาคเหนือ ผ่านการพัฒนา อัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่ Soft Power ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวทั้ง 3 เขต และพื้นที่พิเศษ 3 พื้นที่ พร้อมช่วยเสริมศักยภาพ และขีดความสามารถของทั้งสองหน่วยงาน ให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วันที่ 23 ธันวาคม 2566 ปลัดกระทรวงฯ พร้อมด้วย นายอธึก ประเสนมูล ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว และนายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน โดยมีนายปิยวรรธษ์ บุญโชติ ผู้จัดการกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง และสถาปนิก บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด ลงพื้นที่สำรวจการออกแบบพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพง ในโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมการจัดทำข้อเสนองบประมาณประจำปีงบประมาณ 2568 ต่อไป
นายกฯ สั่งการด่วน! หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือ คลื่นลมแรง ฝั่งอ่าวไทย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวในพื้นที่ฝั่งอ่าวไทย ให้มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงที่มีคลื่นลมแรง อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยว โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมพร้อม ทั้งเรื่องระบบสัญญาณเตือนภัย การกำกับดูแลจำนวนผู้โดยสารไม่ให้เกินอัตราที่กำหนด, การเตรียมชูชีพบนเรือและสภาพเรือให้พร้อมบริการ ซึ่งเรื่องความปลอดภัยและการเตรียมพร้อมเหล่านี้ให้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ภาครัฐและหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องกำกับดูแลอย่างเข้มงวด อย่าให้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่มาทำลายภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว
ประชุม Sports Tourism หารือแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬาไทย ศึกษาต้นแบบประเทศญี่ปุ่น นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าประชุม Sports Tourism เพื่อหารือแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬาไทย ในการศึกษาต้นแบบประเทศญี่ปุ่น ในช่วงวันที่ 14 – 18 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยมีสรุปประเด็นหารือดังต่อไปนี้ 1. การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬา Sports Tourism ของประเทศญี่ปุ่น ทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก การจัดการแข่งขันกีฬาระดับประเทศ/นานาชาติ และการเชื่อมโยงกิจกรรมกีฬาไปสู่การท่องเที่ยว 2. แผนบริหารจัดการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ด้วยการพัฒนาระบบสารสนเทศ ระบบการจองออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำแผนรองรับนักท่องเที่ยว 3. แนวทางการดูแลพื้นที่หลังจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่นและชุมชนเจ้าของพื้นที่ ทั้งด้านความต้องการของชุมชน การกำหนดเป้าหมายสัมฤทธิ์ร่วมกัน การรับผิดชอบจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ การทำความสะอาดพื้นที่ ด้วยการเปิดรับสมัคร อาสาสมัคร และผู้สูงอายุ เข้ามาช่วยทำงาน 4. การพัฒนากีฬาที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว 5. การดูแลฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ด้วยการบูรณาการ 3 ภาคส่วน คือ รัฐบาลกลาง หน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น และภาคเอกชน การจัดทำแนวทางการเก็บเงินเพื่อฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว การให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) 6. การดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ที่เน้นด้านการป้องกัน การให้ความรู้ ให้คำแนะนำกับนักท่องเที่ยว ประชุมครั้งนี้ ผมและทีมงานไทย ได้ความรู้ วิธีคิด แนวทางการบริหารจัดการที่น่าสนใจในหลายๆด้าน ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงที่ประเทศไทย พร้อมนำไปปรับใช้กับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่เมืองไทยบ้านเราทันทีครับ โดยภายหลังจากการประชุม ได้มีการลงพื้นที่ร่วมชมการฝึกซ้อมซูโม่ กีฬาประจำชาติญี่ปุ่น วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ณ ค่ายซูโม่อาราชิโอะ เมืองโตเกียว การเข้าชมครั้งนี้ได้เห็นถึงบรรยากาศการฝึกซ้อม รวมถึงการให้ความสนใจจากชาวต่างชาติที่มาร่วมชมการฝึกซ้อมด้วย ซึ่งในปัจจุบันมีการทำทัวร์เยี่ยมชมการฝึกซ้อมและชมการแข่งขันกีฬาซูโม่ ซึ่งเป็น Sports Tourism ของประเทศญี่ปุ่น ที่น่าสนใจนำมาปรับใช้กับกีฬามวยไทย ที่เป็นศิลปะการต่อสู้ของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้สัมผัสกับกีฬามวยไทย และผลัดดันให้เป็น Sports Tourism ของประเทศไทย ในเวลาต่อมานายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางเข้าเยี่ยมชมสนามกีฬาแห่งชาติใหม่ของประเทศญี่ปุ่น ที่สร้างใหม่เพื่อรับรองการแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิกโตเกียว 2020 ขนาด 68,000 ที่นั่ง แบ่งเป็น 3 ชั้น โดยมีการออกแบบเพื่อให้เป็นสนามกีฬาที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ รวมถึงการคำนึงถึงสภาพอากาศ การจัดสรรพื้นที่ และให้ความสำคัญกับคนพิการ การเข้าเยี่ยมชมในวันนี้ได้เห็นบรรยากาศการแข่งขันกีฬาของเยาวชน ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนได้สัมผัสกับสนามกีฬาประจำชาติ แห่งนี้
วันนี้ (20 ธ.ค.66) นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมกับ 12 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กรมการท่องเที่ยว, กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กรมการขนส่งทางบก, กรมเจ้าท่า, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, กรมการปกครอง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 ณ ห้องประชุมกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก รมว.สุดาวรรณ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการแถลงข่าวร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในวันนี้ว่าเป็นไปตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ดังนั้นการแถลงครั้งนี้จะเป็นการเน้นย้ำว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวจะร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวโดยจะเปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยงาน ได้กล่าวถึงภารกิจด้านการบริการ การดูแลอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยต่อพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่จะมีการเดินทางท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก รมว.สุดาวรรณ กล่าวว่า โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ทั้ง 12 หน่วยงาน จะมีการนำภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการในการทำงานร่วมกัน อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการดำเนินงาน เช่น ระบบเช็คอินด้วยตนเอง ระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีมาตรการวีซ่าฟรี แก่นักท่องเที่ยว และการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมืองให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยใช้ระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automatic Channel) , กรมการขนส่งทางบก จะดำเนินการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ถูกรถโดยสารสาธารณะ (แท็กซี่) เอารัดเอาเปรียบ, กรมเจ้าท่า มีการปรับปรุงท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเรือทุกลำต้องมีทะเบียนเรือและผ่านการตรวจสภาพความปลอดภัยจากกรมเจ้าท่า ท่าเรือต้องมีความปลอดภัยพร้อมรับผู้โดยสาร มีการจัดชุดเฉพาะกิจออกตรวจความปลอดภัยโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยต่างๆ พร้อมทั้งติดตั้งระบบควบคุมสถานีเรือ smart pier ตลอดจนพัฒนาเส้นทางเดินเรือในคลองเชื่อมต่อ การเดินทางจากแม่น้ำเจ้าพระยาสู่ลำคลองต่างๆ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย (สกชย.) และหน่วยงานต่างๆ จัดทำแผนความร่วมมือ (Plan For Cooperation) เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทางทะเล ตามมาตรฐานที่องค์การระหว่างประเทศ (IMO) กําหนด, กรมการปกครองจะกำชับเจ้าหน้าที่ในการดูแลความเรียบร้อยด้านกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการขยายระยะเวลาเปิดสถานบริการถึงตี 4 ด้านกรมการท่องเที่ยว มีการดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจ นำเที่ยวและมัคคุเทศก์ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อตรวจติดตามการประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งการป้องกันธุรกิจนอมินี (ตัวแทนอำพราง) ดำเนินการตรวจปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย กำชับให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยวที่มีใบอนุญาตถูกต้องให้บริการนักท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและให้บริการอย่างมีมาตรฐาน ,กระทรวงสาธารณสุข จะร่วมดูแลกรณีเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุฉุกเฉินต่างๆ โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลและการส่งต่อให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center :TAC) ประจำศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเป็นศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 17 แห่ง ศูนย์ประสานงาน 61 แห่ง รวมเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 246 คน นอกจากนี้ยังดำเนินการช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ประสบเหตุบาดเจ็บและเสียชีวิต กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว มีการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวให้ปลอดภัย (แบบตรวจมาตรฐานด้านความปลอดภัย โครงการชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง S.T.C) รวมถึงจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมในการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวโดยประสานการปฏิบัติกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีความพร้อมทั้งเครื่องมือและอัตรากำลังในทุกพื้นที่เพื่อสร้างความอบอุ่นใจในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางการประสานงานของหน่วยงานต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมในการเป็นผู้ประสานงานกรณีเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ อุบัติเหตุอุบัติภัยหรือการก่อการร้าย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะดำเนินการด้านการสื่อสารผ่านแคมเปญ “Thais Always Care หรือคนไทยใส่ใจเสมอ” โดยจัดทำคอนเทนต์นำเสนอเนื้อหาข้อมูลข่าวสารที่ดีของประเทศไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลความปลอดภัย ความพร้อมให้บริการของเจ้าหน้าที่ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมทั้งมิติด้านการประชาสัมพันธ์เชิงรุกนำเสนอความสวยงามของประเทศไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวโดยจัดทำในรูปแบบคอนเทนต์โดย KOLs ชาวต่างชาติ เผยแพร่ในแพลตฟอร์มชั้นนำโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติ และกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญของไทย คาดว่าจากการแถลงของทุกหน่วยงานในวันนี้จะสามารถเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ได้เกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของประเทศไทย และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เดินทางท่องเที่ยวอย่างมีความสุข เกิดความประทับใจตลอดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย 20 ธันวาคม 2566
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.30 น. นายเยฟเกนี โตมีฮิน เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา และเพื่อหารือความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ไทย-รัสเซีย โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. ประเทศไทยได้รับความนิยมจากนทท.รัสเซีย เป็นอย่างมาก ด้วยเสน่ห์ของอาหารไทย ความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว การใช้ชีวิต ประชาชน โดยเฉพาะรอยยิ้มของคนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากวัฒนธรรมของคนรัสเซีย 2. ไทยและรัสเซีย ได้มีการลงนาม MoU ด้านการท่องเที่ยวฯ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2545 และได้มีลงนามแผนการดำเนินกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับรัสเซีย ปี ค.ศ. 2015 – 2017 และฉบับล่าสุด ปี ค.ศ. 2018 - 2020 ซึ่งได้สิ้นสุดลงแล้ว อย่างไรก็ดี ฝ่ายรัสเซียเห็นว่า ควรมีการหารือและมีความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับประเทศไทย เพื่อรักษาและกระชับความสัมพันธ์ที่มีมาต่อกันยาวนาน ฝ่ายรัสเซียกำลังมีการหารือ เพื่อวางแผนจัดการประชุมทวิภาคีไทย-รัสเซีย ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ในวัน เวลา และโอกาสที่เหมาะสม โดยหวังว่าผลลัพธ์ของการประชุม คือ แผนการดำเนินกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับรัสเซีย (Joint Action Program) ฉบับใหม่ เพื่อให้ รมว. ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน 3. ส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว สองประเทศมีความคล้ายคลึงและมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ช่วยส่งเสริมกันได้ จึงเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะเป็นตัวช่วยผลักดัน Soft Power ของไทย รวมถึง วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ไทยให้ นทท.รัสเซียเข้าใจและเข้าถึงประเทศไทยได้มากขึ้น โดยตลอดปี พ.ศ. 2566 ถือเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย 125 ปี ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมร่วมกับไทยมาโดยตลอด และในปี 2567 จะเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมรัสเซีย โดยมีแผนที่จะจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมรัสเซียตลอดทั้งปีเช่นกัน 4. ยกระดับการอำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศให้แก่ นทท.รัสเซีย ออท. ขอบคุณประเทศไทย ที่ขยายระยะเวลาการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางสัญชาติรัสเซีย เป็นกรณีพิเศษและเป็นการชั่วคราว จากเดิม 30 วัน เป็น 90 วัน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเชื่อมั่นว่าหากมี Direct Flight และมีการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ นทท. รัสเซียเพิ่มมากขึ้น จะทำให้จำนวน นทท.รัสเซียเพิ่มมากยิ่งขึ้นเช่นกัน 5. ความร่วมมือด้านการกีฬา ออท. เสนอให้มีการจัดกิจกรรมทางกีฬาเพื่อกระชับและเชื่อมความสัมพันธ์ในแวดวงการกีฬาระหว่างสองประเทศ อาทิ E-Sport ICE Hockey และมวยไทย สำหรับประเทศรัสเซียเอง ได้ให้ความสำคัญกับการจัด Event Sport ภายในประเทศจนเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากนานาชาติ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาดูการแข่งขันจำนวนมาก โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 รัสเซียจะจัดงาน “Game of Future” และขอเชิญ รมว.กก เข้าร่วมงานที่รัสเซีย โดยรัสเซียยินดีที่จะร่วมมือกับไทยในการพัฒนาและส่งเสริมด้านการกีฬาต่อไป
วันที่ 19 ธันวาคม 2566 เวลา 13.30 น. นางโกโลนเน อัปปุหามิลาเค จมินทะ อิโนกา โกโลนเน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การเข้าเยี่ยมคารวะดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงความร่วมมือที่มีร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีสรุปสาระสำคัญของความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ไทย - ศรีลังกา ดังนี้ 1. ฝ่ายศรีลังกาได้หารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการจัดทำแผ่นพับและชุดวิดิทัศ เพื่อประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาใหม่ๆ ให้เป็นที่รู้จักมายิ่งขึ้น 2. ฝ่ายศรีลังกาประสงค์จะเชิญชวนนักลงทุนไทยเข้ามาลงทุนด้านการท่องเที่ยวและโรงแรมในศรีลังกา จึงอยากขอการสนับสนุนกระทรวงฯ ในการช่วยผลักดันและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระตุ้นให้นักลงทุนมาลงทุนที่ศรีลังกาเพิ่มมากขึ้น 3. ฝ่ายศรีลังกาได้ยกเว้นการตรวจลงตราให้นักท่องเที่ยวไทย เพื่อเชิญชวนให้มาเที่ยวที่ศรีลังกามากขึ้น ในแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีสายการบินทำการบินมาศรีลังกา ทั้งสายการบินประจำชาติ และสายการบินประหยัดให้บริการ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยินที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบสองทาง (Two-way Tourism) ร่วมกับฝ่ายศรีลังกา ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน และเชื่อมั่นว่าการยกเว้นการตรวจลงตราฯ กับชาวไทย จะช่วยส่งเสริมให้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินางไปท่องเที่ยวที่ศรีลังกามากขึ้น
วันที่ 16 ธันวาคม 2566 เวลา 16.00 น. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิด งานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ ประจําปี พ.ศ. 2566 โดยมี นายอารัญ บุญชัย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย นายนิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา เข้าร่วม ณ ลานพลาซ่า การกีฬาแห่งประเทศไทย รมว.สุดาวรรณ กล่าวว่า "การประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2566 ในวันนี้ ถือเป็นวันสำคัญยิ่งทางการกีฬาของไทย เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย และทรงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเรือใบ ประเภท โอ.เค. ในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ณ กรุงเทพมหานคร ปีพุทธศักราช 2510 ยังความปลื้มปิติแก่ประชาชนชาวไทยทั้งชาติ การที่นักกีฬาซึ่งเป็นตัวแทนของชาติ ได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ฝึกซ้อม ทุ่มเทพลังทั้งหมดในการแข่งขันจนชนะเลิศ สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ ถือเป็นการเสียสละ เพื่อประเทศชาติตามรอยพระยุคลบาท รัฐบาลเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากีฬาของชาติ จึงได้พยายามพัฒนานักกีฬาอยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่” กิจกรรมที่จัดให้มีใน "วันกีฬาแห่งชาติ” ได้แก่ งานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ นอกจากจะเป็นการน้อมรำลึกถึง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร แล้ว ยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย
วันที่ 15 ธันวาคม 2566 เวลา 13.30 น. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้การต้อนรับ นายมาซาฟุมิ ชุคุริ ประธานสถาบันวิจัยด้านการขนส่ง และการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JTTRI) ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสได้รับการแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา และแสดงความขอบคุณสำหรับความร่วมมืออันดีระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับ สถาบันวิจัย JTTRI-AIRO ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. การจัดตั้งคณะทำงานวิชาการด้านท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับสถาบันวิจัย การขนส่งและการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น (JTTRI-AIRO) เพื่อร่วมกันหารือแนวทางและขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่น โดยมีกำหนดจัดประชุมคณะทำงานฯ ครั้งแรกในวันที่ 21 ธันวาคม 2566 โดยทั้งสองฝ่ายหวังว่าคณะทำงานวิชาการด้านท่องเที่ยวของสองประเทศ จะเป็นเวทีในการอภิปราย และการหารือที่สร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพของทั้งสองประเทศ 2. การส่งเสริมนโยบาย Soft Power ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันที่จะส่งเสริม สนับสนุน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในประเด็น Soft Power ทั้งในด้านอัตลักษณ์ วัฒนธรรม อาหาร กีฬา (มวยไทย) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม เพื่อขยายโอกาส ทางการตลาดใหม่ ๆ ท้าให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวและการกระจาย รายได้สู่ท้องถิ่นและชุมชนเพิ่มมากขึ้น 3. การจ้างงานภาคการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนให้มีการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้แรงงานด้านการท่องเที่ยว หันไปทำงาน ในอุตสาหกรรมอื่น จึงเห็นว่า ทั้งสองประเทศควรส่งเสริมให้มีการจ้างงาน Re-Skill และ Up-Skill บุคลากรด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวปัจจุบัน และ 4. การเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางระหว่างไทยและญี่ปุ่น แม้ว่าปัจจุบันจะมีสายการบินที่ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯและเมืองรองของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาไทยกลับไม่เพิ่มเท่าที่ควร เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัวเท่าก่อนการเกิดโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของสายการบิน และการรองรับของท่าอากาศยาน ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นชอบร่วมกันว่าควรมีการเพิ่มเส้นทางการบินของ 2 ประเทศ ซึ่งจะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น
วันที่ 16 ธันวาคม เวลา 17.00 น. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล มอบหมายให้นายสุพจน์ วงศ์จรัสรวี คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมเป็นเกียรติในงานฉลอง 4 ทศวรรษความสุข สยามอะเมซิ่งพาร์ค จัดงาน " รื่นเริง สำราญ อุทยานเมืองบางกอก " โดยมี ดร.พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ผู้แทนจากส่วนราชการ และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ สยามอะเมซิ่งพาร์ค กรุงเทพฯ ซึ่งเทศกาลท่องเที่ยว " รื่นเริง สำราญ อุทยานเมืองบางกอก " จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2567 บริเวณโซนบางกอกเวิลด์ ด้านหน้าทางเข้าของสยามอะเมซึ่งพาร์ค โดยเปิดให้เที่ยวฟรีตลอดเทศกาล เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องชาวไทยได้ใช้เวลาแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2567 ร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัวได้ตื่นตากับอาคารสถาปัตยกรรมสวยงามสมัยรัชกาลที่ 5 เพลิดเพลินกับความสวยงามของซุ้มดอกไม้นานาพรรณ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก 4 ภาค ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในแต่ละสัปดาห์ พร้อมเลือกซื้อสินค้า อาหาร ของฝาก จากร้านของดีและสตรีทฟู้ดจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหาร ททท. เข้ารับนโยบายเพื่อกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในประเทศ วันที่ 13 ธันวาคม 2566 เวลา 14.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดการประชุมมอบนโยบายเพื่อกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในประเทศ โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล รมว.สุดาวรรณ กล่าวว่า”กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินงานบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้ก้าวข้ามความท้าทาย และข้อจำกัด เพื่อกระตุ้น และส่งเสริมให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งตลอดปี 2566 นี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จำนวน 27 ล้านคน ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยว ในประเทศจำนวน 185 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้รวมให้แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวบรรลุตามเป้าหมาย จำนวนไม่น้อยกว่า 2 ล้านล้านบาท จากประสบการณ์ในช่วงวิฤติการณ์ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย เพื่อก่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท่องเที่ยว โดยเฉพาะ “พื้นที่รองในเมืองหลัก” รวมถึงการผลักดันให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวใน “เมืองรอง” ตลอดปี 2567 ที่จะถึงนี้ ในโอกาสนี้ ดิฉัน จึงขอนำคณะผู้บริหารจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ผู้อำนวยการ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สาขาในประเทศ ทั้ง 45 สำนักงาน เข้ารับนโยบายกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในประเทศ จากท่านนายกรัฐมนตรี “ ต่อมา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยการผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และสามารถสร้างงานและกระจายรายได้ให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยแบ่งออกเป็น 4 แนวคิด ได้แก่ การส่งเสริมการเที่ยวเมืองรอง ,การช่วยกันส่งเสริมให้ประเทศไทยไม่มี Low Season ,การพัฒนาการเชื่อมต่อกับนักท่องเที่ยว และการทำให้นักท่องเที่ยวเราจับจ่ายมากขึ้นแบบรายบุคคล ทั้งนี้การส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวนั้นไม่เพียงแต่ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักที่เป็นเขตเศรษฐกิจ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ชลบุรี เท่านั้น แต่เราต้องเร่งต่อยอดและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ “เมืองรอง” ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่เมืองรองมากขึ้น โดยเน้นนำจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มาใช้ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะเป็นสถานที่ที่สวยงาม หรือผลิตภัณฑ์ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ ทั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในฐานะที่ท่านเป็นด่านหน้าของการท่องเที่ยว ให้พัฒนาการให้บริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น เป็นตัวช่วยที่ทำให้นักท่องเที่ยววางแผนการเที่ยวได้อย่างง่ายดาย มีหลายภาษา มีช่องทางพูดคุยติดต่อหลายรูปแบบ ครอบคลุมทุก Time Zone เพื่อให้คนสามารถมาเที่ยวประเทศไทยได้ทุกเวลา ผมเชื่อว่าท่านมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว ผมจึงขอให้ท่านวิเคราะห์นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย ทำให้แหล่งข้อมูลของพวกท่านเป็น Customer-centric มากขึ้น เว็บไซต์และแหล่งข้อมูลที่ดี การเรียบเรียงข้อมูลที่เข้าใจง่าย การประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่กำลังวางแผน และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจะตัดสินใจมาเที่ยวได้อย่างแน่นอน โจทย์สำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยวอีกประการหนึ่งคือการเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อทริป ประเทศไทยเรามีอัตลักษณ์ วัฒนธรรม หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวอีกมากมาย ที่ผมเชื่อว่าคนไทยเองก็สามารถเที่ยวได้เป็นเดือน วันนี้เราจะต้องทำให้โลกรู้ว่าอัตลักษณ์เหล่านั้นมีความน่าสนใจและเป็นจุดแข็งที่จะดึงให้นักท่องเที่ยวอยู่ให้นาน จับจ่ายให้เยอะขึ้น หรืออาจจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่สามารถเพิ่มวันพักค้างของนักท่องเที่ยว เมื่ออยู่นานขึ้น การใช้จ่ายก็จะมากขึ้นตามไปด้วย”
เลขาฯ รมว.กก. ร่วมเป็นสักขีพยาน MOU ตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ปัญหานอมินีในธุรกิจท่องเที่ยว วันที่ 13 ธันวาคม 2566 เวลา 10.00 น. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้ นายกิตติ เชาวน์ดี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นสักขีพยานพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (NOMINEE) ระหว่าง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยมี นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (NOMINEE) ของชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวตลอดจนภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเป็นการประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานพันธมิตรในการดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งจะกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องร่วมกัน รวมถึงมีการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวจะดำเนินการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ใช้ชื่อย่อว่า “ศปต.” ซึ่งตั้งอยู่ที่กรมการท่องเที่ยว และจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ภายใต้กรอบความร่วมมือ 4 ด้าน คือ 1. ด้านการจดทะเบียนและการอนุญาตประกอบธุรกิจ 2. ด้านการประสานแลกเปลี่ยนข้อมูล 3. ด้านการกำกับดูแลและป้องปราม และ 4. ด้านการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน สำหรับแนวทางการตรวจสอบธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่เข้าข่ายมีนอมินี ในเบื้องต้นจะเน้นการตรวจสอบบริษัทที่มีความเสี่ยง เช่น มีผู้ถือหุ้นเป็นต่างชาติ ซึ่งต้องตรวจสอบว่าถือหุ้นไม่เกินสัดส่วนที่กำหนด 49.99% หรือไม่ ถ้าไม่เกินต้องดูต่อไปอีกว่ามีอำนาจการบริหารจัดการภายในบริษัท และมีสิทธิในการออกเสียงมากกว่าผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีสัดส่วนการถือหุ้น 51% หรือไม่ ถ้ามีมากกว่าก็อาจเข้าข่ายเป็นนอมินี
เจ็ตสกีเวิลด์คัพไทยยืนผู้นำโลก / แผนสำเร็จสมบูรณ์แบบ ซอฟต์พาวเวอร์กีฬาไทย เน้นประโยชน์ชาติ 4 ด้าน วันที่ 12 ธันวาคม 2566 เวลา 14.00 น. นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานงานแถลงข่าวการแข่งขันเจ็ตสกีชิงแชมป์โลก ในศึก ทัวร์นาเม้นท์ WGP#1 Waterjet World Cup, Thailand Grand Prix 2023 โดยมี ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย , นายวีรพงศ์ พงศ์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายวงศ์สถิตย์ สุวรรณสุทธิ ผู้จัดการฝ่ายตลาดหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ นายกสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย และ พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ฐานะประธานอำนวยการ จัดการแข่งขันฯ เข้าร่วม ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 7 รอบ การกีฬาแห่งประเทศไทย ศึกเจ็ตสกีเวิลด์คัพ ประกาศความสำเร็จสมบูรณ์แบบในฐานะต้นแบบงานกีฬาซอฟต์พาเวอร์ไทย และสปอร์ตทัวริซึ่ม“WGP#1 Waterjet World Cup, Thailand Grand Prix 2023” พร้อมจัด 13-17 ธันวาคม 2566 ณ หาดจอมเทียน เมืองพัทยา และก้าวขึ้นเป็นคอนเท้นท์กีฬาเจ็ตสกีพรีเมี่ยม อันดับที่ 1 ของโลก ที่สร้างประโยชน์หลักชาติไทย 4 ด้าน ได้แก่ นำเข้าผู้ร่วมกิจกรรมจากทั่วโลกกว่า 3,000 คน เติบโตขึ้นเทียบชั้น “มหกรรมกีฬา” สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, ประชาสัมพันธ์เมืองไทยโดยถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม 121 ประเทศ ผู้ชมกว่า 100 ล้านคน, นำกีฬาไทยขึ้นเป็นแบรนด์กีฬาความเร็วโลก และยกระดับสร้างชื่อเสียงชาติไทยในฐานะผู้บริหารกีฬาโลก “WGP#1 โมเดล” เป็นโมเดลการพัฒนาแบรนด์ทัวร์นาเม้นท์กีฬาไทย เพื่อให้เกิดการเติบโตด้านทรัพย์สินทางปัญญา และพัฒนากีฬาไทยสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้อย่างยั่งยืนบนเวทีโลก ขณะนี้ กล่าวได้ว่า ทัวร์นาเม้นท์ WGP#1 Waterjet World Cup, Thailand Grand Prix 2023 ได้ก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จ สร้างความเชื่อถือต่อคณะนักกีฬา ได้รับความสำคัญเป็นทัวร์นาเม้นท์กีฬาเจ็ตสกี อันดับที่ 1 ของโลก อย่างเป็นทางการแล้ว มีจำนวนทีมแข่งนานาชาติ นักกีฬามือหนึ่งของโลกมากกว่าทุกๆ ทัวร์นาเม้นท์ อีกทั้ง กำลังมีอิทธิพลด้านซอฟต์พาวเวอร์ครอบคลุมกว่า 55 ชาติ ในการแข่งขันบนทวีปต่างๆ ประเทศไทยมีเครื่องมือการขยายงานที่สำคัญคือ “การเป็นเจ้าของทัวร์นาเม้นท์ เจ็ตสกีเก็บคะแนนชิงแชมป์โลก” หรือ “World Series” ที่จัดบนทวีปหลักของโลก 3 ทวีป ได้แก่ ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกา และทวีปเอเชียที่ประเทศไทย โดยขณะนี้ WGP#1 ได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ควบคุมนโยบายการแข่งขันกีฬาเจ็ตสกีทั่วโลกในปัจจุบัน
ติดตามข่าวสารล่าสุดในหมวดหมู่ข่าวเด่นวันนี้ ผ่าน RSS Feed