กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ข่าวสารล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ไทย- WTTC หารือร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอาเซียน ย้ำ ท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ (24 ม.ค.67 เวลา 16.00 น.) นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้แทนกรมการท่องเที่ยว ผู้แทนองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ ได้พบกับ นางอลิซเบธ ออติเกรา ผู้อำนวยการสภาการท่องเที่ยวและการเดินทางโลก (WTTC) เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับอาเซียน และไทย ณ โรงแรม Landmark Mekong Riverside กรุงเวียงจันทน์ สปป. ลาว ในช่วงการประชุมด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ปี พ.ศ. 2567 โดยฝ่าย WTTC ได้เน้นย้ำความสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ สามารถประเมินได้จากรายได้นักท่องเที่ยวที่เข้ามา ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทย นอกจากนี้ ฝ่าย WTTC ยังได้รายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว โดยพบว่าในช่วงปี พ.ศ. 2010 - 2019 มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่น้อยลง และสะท้อนว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นประเด็นหลักที่ภาคการท่องเที่ยวต้องให้ความสำคัญ โดยพิจารณาให้ธุรกิจที่พัก และโรงแรมมีมาตรฐานการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่ได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานสากลจาก Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเห็นว่าส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศสมาชิกอาเซียนโดยภาพรวม ซึ่งส่งผลให้แต่ละประเทศตระหนักถึงการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากขึ้น
“สุดาวรรณ” เสนอ Soft Power เป็นเครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านอัตลักษณ์ไทยในเวทีโลก เมื่อวันที่ 24 ม.ค.67 เวลา 15.30 น. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้พบหารือกับ นายไบรอัน แมคฟีเตอร์ รองประธานอาวุโสสภาธุรกิจอเมริกา-อาเซียน ประจำภูมิภาคเอเชีย (USABC) และคณะ เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ณ โรงแรม Landmark Mekong Riverside กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดยการหารือดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของไทย และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสนับสนุนการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยว และเพิ่มโอกาสในการขับเคลื่อนธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรอง โดยฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับนโยบาย soft power เพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีจุดเด่น ผ่านการประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นการส่งเสริมท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้จากนักท่องเที่ยวสู่ชุมชน รวมถึงฝ่ายไทยยังเน้นย้ำการส่งเสริม Free Visa ให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อขยายระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวให้ยาวขึ้น นอกจากนี้ ฝ่าย USABC ได้รายงานถึงแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวของอาเซียน การกระตุ้นความเชื่อมันของนักท่องเที่ยวต่อการเดินทางในภูมิภาค การเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยินดีที่จะสนับสนุนอัตลักษณ์ของไทยในเวทีโลก ตลอดจนนโยบายที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยวอีกด้วย
เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567 นายมงคล วิมลรัตน์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยวอาเซียนบวกสาม (ASEAN NTOs Meeting) ครั้งที่ 44 การประชุมคณะทำงานด้านการท่องเที่ยวอาเซียน - อินเดีย ครั้งที่ 31 และการประชุมหารือด้านการท่องเที่ยวอาเซียน - รัสเซีย ครั้งที่ 14 ณ โรงแรม Landmark Mekong Riverside ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป. ลาว การประชุมในวันนี้เป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ได้ร่วมกันหารือกับประเทศคู่ภาคีอาเซียน ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และรัสเซีย รวมถึงศูนย์อาเซียน - จีน เกาหลี และญี่ปุ่น เกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2566 มีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศบวกสามเดินทางเข้าไทยกว่า 5.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมาทั้งหมด ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียและชาวรัสเซียเดินทางมาไทยในปี พ.ศ. 2566 จำนวน 1.62 ล้านคน และ 1.48 ล้านคนตามลำดับ ดังนั้น การหารือในวันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะใช้เวทีดังกล่าวในการหารือเพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับประเทศคู่ภาคีดังกล่าว ซึ่งถือเป็นกลุ่มตลาดท่องเที่ยวศักยภาพที่สำคัญของไทย ในการประชุม ASEAN NTOs บวกสาม ครั้งที่ 44 รองปลัดกระทรวงฯ ได้เน้นย้ำความสำคัญของการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และการเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการทำการตลาดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบสองทาง อาทิ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้ปีแห่งการท่องเที่ยว ไทย-เกาหลี ปี พ.ศ. 2566 - 2567 และการแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการด้านการท่องเที่ยว ภายใต้กลไกคณะทำงานด้านการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับสถาบันวิจัยด้านการขนส่งและการท่องเที่ยวญี่ปุ่น สำนักงานภูมิภาคอาเซียนและอินเดีย (Japan Transport and Tourism Research Institute, ASEAN India Regional Office: JTTRI-AIRO) สำหรับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวอาเซียน - อินเดีย ไทยได้ให้ความสำคัญกับตลาดท่องเที่ยวอินเดียเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพมีแนวโน้มการเติบโตสูง และได้แจ้งความประสงค์ในการรับเป็นผู้ประสานงานหลัก เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอาเซียน - อินเดีย ภายใต้แผนงานด้านความร่วมมือท่องเที่ยวอาเซียนบวกสาม ปี พ.ศ. 2564 - 2568 ทั้งนี้ ไทยได้นำเสนอแนวทางส่งเสริมการอำนวยความสะดวก ผ่านการยกเว้นการตรวจลงตราเป็นการชั่วคราวให้กับผู้ถือหนังสือเดินทางชาวอินเดีย รวมถึงการส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ ในเมืองรองเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันให้มากขึ้น นอกจากนี้ รองปลัดกระทรวงฯ ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบถึงการดำเนินงานของไทยเพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายเวลาการยกเว้นมาตรการตรวจลงตรา 90 วัน ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย การส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินแบบเหมาลำ (Charter Flight) รวมถึงการเข้าร่วมและจัดกิจกรรม ในงานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวในรัสเซียหลายรายการ อาทิ งาน Moscow International Travel and Tourism (MITT) Exhibition 2023 และ งาน Luxury Travel Mart 2023 พร้อมกันนี้ ไทยแสดงความพร้อมที่จะส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถรองรับและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศคู่ภาคีต่าง ๆ ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย และในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากการประชุมดังกล่าวจะนำไปรายงานในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนกับประเทศคู่ภาคีที่จะจัดขึ้นในวันที่ 25 - 26 มกราคม 2567
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 เวลา 17.30 น. นายมงคล วิมลรัตน์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้าพบการหารือกับปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรมสหพันธรัฐมาเลเซีย เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ไทย-มาเลเซีย โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการท่องเที่ยว ไทย-มาเลเซีย ณ ห้องประชุม Lobby VIP Room โรงแรมแรม Landmark Mekong Riverside ในช่วงการประชุมด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้หารือความร่วมมืออย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2566 ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องร่วมกันที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยว และการเดินทางข้ามพรมแดน โดยอาศัยการจัดตั้งกลไกคณะทำงานด้านการท่องเที่ยว ไทย-มาเลเซีย ร่วมกัน โดยในการหารือในครั้งนี้ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและปลัดกระทรวงฯ สหพันธรัฐมาเลเซีย เห็นพ้องให้มีการกำหนดขอบเขตคณะทำงานฯ ให้ชัดเจน และเสนอว่าทิศทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ควรมุ่งเน้นไปที่การแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวแบบ Two-way Tourism โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามแดน การเชื่อมโยงทางอากาศ การท่องเที่ยวแบบขับรถด้วยตนเอง (Self-drive Tourism) การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับมุสลิม และการจัดทำสารคดีภาพยนตร์ร่วมกันเพื่อประชาสัมพันธ์พื้นที่ภาคใต้และภาคเหนือของมาเลเซีย โดยมองว่ามีความสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อน Soft Power ที่ไทยกำลังดำเนินการ นอกจากนี้ ฝ่ายมาเลเซียให้ความสำคัญกับการใช้กลไกที่มีอยู่ อาทิ กรอบความร่วมมือแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT) โดยสามารถดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในลักษณะ Quick win รวมถึงประสงค์ที่จะรับทราบข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปมาเลเซีย เพื่อที่จะการทำเคมเปญการตลาดร่วมกันได้ตรงกับความต้องการ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรมของมาเลเซีย ในวันที่ 25 มกราคม 2567 เวลา 17.30 น. ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป. ลาว
ครม.ไฟเขียวร่างเอกสาร 6 ฉบับสร้างร่วมมือท่องเที่ยวในอาเซียน “สุดาวรรณ”เผย ครม.สัญจร เห็นชอบร่างเอกสาร 6ฉบับให้กระทรวงท่องเที่ยวนำไปประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนครั้งที่ 27 และการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 25 -26 มกราคม 2567 ที่ สปป.ลาว โดยทุกฉบับไปสู่ความร่วมมือฟื้นฟูและส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างประเทศ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.ระนอง ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานำเสนอเอกสาร 6 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนครั้งที่ 27 และการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 25 -26 มกราคม 2567 ที่กรุงเวียงจันทร์ สปป.ลาวและอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างเอกสารผลสำคัญของการประชุมและหากมีมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงเอกสาร ผลลัพธ์ดังกล่าวในประเด็นที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทยขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากครม.อีก สำหรับเอกสารทั้ง 6 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่างถ้อยแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 27 มีเนื้อหาที่จะฟื้นฟูและส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้หัวข้อหลัก "การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบ - มุ่งสู่อนาคตอาเซียนที่ยั่งยืน (Quality and Responsible Tourism - Sustaining ASEAN Future)" โดยมุ่งน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของอาเซียน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียนควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและครอบคลุม เช่น การประชาสัมพันธ์การตลาดท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ imaginASEAN และแคมเปญฟื้นฟูการท่องเที่ยวในอาเซียน 2.ร่างถ้อยแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 23 มีเนื้อหามุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ผ่านการจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนและยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวให้ไปสู่ความยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การทำการตลาดการท่องเที่ยวและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคการท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและแนวทางการทำธุรกิจใหม่ ๆ 3. ร่างถ้อยแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน - อินเดีย ครั้งที่ 11มีเนื้อหาในการสนับสนุนการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวอาเซียน - อินเดีย ในการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับผลกระทบของวิกฤตโรคติดเชื้อโควิด –19 ต่อภาคการท่องเที่ยวในทุกมิติ การสื่อสารในภาวะวิกฤตด้านการท่องเที่ยวอาเซียน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถิติการท่องเที่ยว และมุ่งเน้นการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียนและอินเดีย ทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการท่องเที่ยวเรือสำราญ 4. ร่างถ้อยแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน – รัสเซีย ครั้งที่ 3 มีเนื้อหาในการยกระดับบทบาทของภาคการท่องเที่ยว ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับสังคมและประชาชนท้องถิ่นควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้อาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ผ่านการทำกิจกรรมการตลาดประชาสัมพันธ์จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและมีการเยี่ยมเยือนต่ำ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของอาเซียนและรัสเซีย และการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับวิสาหกิจของทั้งสองประเทศ 5. ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างอาเซียน และองค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO)เพื่อยกระดับความร่วมมือ รวมถึงกำหนดประเด็นที่สนใจร่วมกัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินโครงการซึ่งนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยวและอื่น ๆ อาทิ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูล การสนับสนุนด้านเทคนิค และการสร้างขีดความสามารถสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการท่องเที่ยว 6. ร่างแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอาเซียน เป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวสำหรับภูมิภาคอาเซียน มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอาเซียน รวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม การปรับปรุงมาตรฐานอุตสาหกรรมการส่งเสริมนวัตกรรม รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 นายมงคล วิมลรัตน์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยวของไทย ได้เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 59 (ASEAN NTOs Meeting) ในช่วงการประชุมท่องเที่ยวอาเซียน ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป. ลาว การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบการดำเนินงานของประเทศสมาชิกอาเซียนตลอดปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวอาเซียน ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ปี พ.ศ. 2559 - 2568 การส่งเสริมการท่องเที่ยว ในฐานะเครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ในระดับประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นประเด็นสำคัญ (Priority) ด้านการท่องเที่ยว ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประกาศไว้ เมื่อต้นเดือนมกราคม 2567 โดยในการประชุม ASEAN NTOs ครั้งที่ 59 รองปลัดกระทรวงฯ ได้เน้นย้ำให้ประเทศสมาชิก รวมถึงคู่ภาคีภายนอก และองค์การการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เร่งบูรณาการความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เพื่อมุ่งสู่การยกระดับให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวร่วมกัน หรือ “Single Destination” ไม่เพียงเท่านั้น อาเซียนอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่การท่องเที่ยวในยุคหลังปี พ.ศ. 2567 โดยรองปลัดกระทรวงฯ ให้ความเห็นว่า การมองภาพอนาคตของภาคการท่องเที่ยวในอาเซียนควรยึดโยงกับเทรนด์โลกที่สำคัญ โดยอาเซียนควรคำนึงถึงการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์เพื่อยกระดับประสบการณ์ อำนวยความสะดวก และส่งเสริมการปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวตลอดการเดินทาง โดยมุ่งหวังให้การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนและพื้นที่ท้องถิ่นนั้น ๆ ที่ผ่านมา ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทหลักในการสนับสนุนความยั่งยืนของการท่องเที่ยวในอาเซียน โดยปัจจุบัน ประเทศไทย โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงฯ ที่มีภารกิจส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยว ให้เกิดความสมดุลของชุมชน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้มีกำหนดจัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (โครงการนำร่อง ณ กัมพูชา สปป.ลาว และไทย) นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ริเริ่มการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอาเซียน โดยรับเป็นผู้ประสานหลักในการทบทวน และพัฒนามาตรฐานการท่องเที่ยวอาเซียน อาทิ มาตรฐาน ASEAN MICE Venue Standard (AMVS) ประเภทห้องประชุม การเข้าร่วมการประชุม ASEAN NTOs ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทย ที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยให้มั่นใจว่าอาเซียนจะก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่แห่งการท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งนี้ ผลลัพธ์การประชุมดังกล่าวจะนำรายงานต่อรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ในการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 27 และการประชุมระดับรัฐมนตรีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะจัดขึ้นต่อกัน (Back-to-back) ในวันที่ 25 - 26 มกราคม 2567 ที่จะถึงนี้
“สุดาวรรณ”ดันแหล่งน้ำพุร้อนไทยเป็น “ออนเซ็น ทาวน์” “สุดาวรรณ”เล็งยกระดับแหล่งน้ำพุร้อนของไทย เป็น “สปา ทาวน์” แบบยุโรป หรือ “ออนเซ็น ทาวน์”แบบญี่ปุ่น มอบกรมการท่องเที่ยวออกแบบ 7 เส้นทางท่องเที่ยวสายน้ำพุร้อนของประเทศไทย เพื่อสร้างแบรนด์สู่ตลาดสากล และกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น วันที่ 22 มกราคม 2567 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดระนอง พร้อมกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี เพื่อตรวจราชการที่จังหวัดระนอง ก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จังหวัดระนอง ในวันที่ 23 มกราคม 2567 ในโอกาสนี้จะได้ดูการบริหารจัดการบ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ซึ่งเป็นบ่อน้ำแร่ร้อนแหล่งเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีสารกำมะถันเจือปนอยู่เลยทำให้ได้น้ำแร่ที่ใส ไม่มีกลิ่นกำมะถัน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เนื่องจากมีน้ำแร่คุณภาพดี ได้มาตรฐานสากล อยู่ใจกลางเมืองท่ามกลางธรรมชาติ รอบด้าน ประเทศไทยมีแหล่งน้ำพุร้อน จำนวน 118 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 71 แห่ง รองลงมาเป็นภาคใต้ 32 แห่ง ภาคกลาง 12 แห่ง และภาคตะวันออก 2 แห่ง การใช้ประโยชน์พื้นที่มีทั้งการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ (แหล่งน้ำสาธารณะ) ของชุมชนหรือเมือง และการใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม แหล่งน้ำพุร้อนหลายๆ แห่ง ยังไม่มีการใช้ประโยชน์เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติสูง หรืออยู่ในพื้นที่ชนบทที่มีการเข้าถึงยาก ส่วนแหล่งน้ำพุร้อนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองนั้นได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งแช่และอาบน้ำพุร้อนของเมือง รวมทั้งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดดึงดูดใจนักท่องเที่ยว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้กรมการท่องเที่ยว พัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยกระดับสู่ Spa Town แบบยุโรป หรือ Onsen Town แบบญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นเศรษฐกิจน้ำพุร้อน (Hot Spring Economy) ของไทยที่มีศักยภาพและสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรองที่รัฐบาลนี้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวให้สามารถยกระดับให้เป็นเมืองหลักของการท่องเที่ยวให้ได้ อย่างไรก็ตามการเริ่มต้นของประเทศไทยถือว่าพัฒนาหลังประเทศในยุโรป และญี่ปุ่นกว่า 1,000 ปี จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำโดยเร่งด่วน “การพัฒนาจะต้องเชื่อมโยงร้อยเรียงแหล่งน้ำพุร้อนในจังหวัดใกล้เคียงต่างๆ ทั้งระบบเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายน้ำพุร้อน หรือสายเวลเนส ในเบื้องต้นมอบหมายให้กรมการท่องเที่ยวออกแบบเป็น 7 เส้นทาง หรือ 7 Hot Springs or Wellness Routes เพื่อสร้างแบรนด์การตลาดสู่ตลาดสากล และกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง” พร้อมกันนี้ จะต้องสร้างองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีมาตรฐานสากลสอดคล้องกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) ให้สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนธรรมชาติต่อไป ที่ขาดไม่ได้จะต้องทำการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถต่อยอดธุรกิจบริการสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำพุร้อนธรรมชาติ และพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ให้มีความรู้และทักษะในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสามารถพัฒนา ต่อยอด และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนให้ได้
เวลา 13.00 น. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และคณะเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชน “คลองลัดโนด” ต.ม่วงกลวง อ.กะเปอร์ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากชุมชน พร้อมรับชมการสาธิตการได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ชุมชน คลองลัดโนด อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ส่งเสริมภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดระนอง ทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนชายฝั่งในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ การประกอบอาชีพ ปลูกป่าโกงกาง ทั้งเป็นธนาคารปูม้า กะชัง ซึ่งนอกจากเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนแล้ว ยังก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้และปลูกจิตสำนึกให้นักท่องเที่ยวเห็นคุณค่าของป่าชายเลนที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์จากการดูแลของชุมชน รมว. กล่าวขอบคุณ พร้อมให้กำลังใจคนในชุมชนที่ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และยินดีที่ได้รับทราบว่าชุมชนแห่งนี้มีความเข้มแข็งทั้งในเรื่องของการท่องเที่ยวและการประมง กระทรวงการท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยกันผลักดันเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชนม่วงกลวง ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ส่วนปัญหา อุปสรรคในชุมชน เช่น เรื่องป้ายบอกทาง จะเร่งรัดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการแก้ไขโดยเร็วต่อไป