กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ข่าวสารล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
เลขาฯ รมว.กก. ร่วมเป็นสักขีพยาน MOU ตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ปัญหานอมินีในธุรกิจท่องเที่ยว วันที่ 13 ธันวาคม 2566 เวลา 10.00 น. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้ นายกิตติ เชาวน์ดี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นสักขีพยานพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (NOMINEE) ระหว่าง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยมี นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (NOMINEE) ของชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวตลอดจนภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเป็นการประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานพันธมิตรในการดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งจะกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องร่วมกัน รวมถึงมีการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวจะดำเนินการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ใช้ชื่อย่อว่า “ศปต.” ซึ่งตั้งอยู่ที่กรมการท่องเที่ยว และจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ภายใต้กรอบความร่วมมือ 4 ด้าน คือ 1. ด้านการจดทะเบียนและการอนุญาตประกอบธุรกิจ 2. ด้านการประสานแลกเปลี่ยนข้อมูล 3. ด้านการกำกับดูแลและป้องปราม และ 4. ด้านการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน สำหรับแนวทางการตรวจสอบธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่เข้าข่ายมีนอมินี ในเบื้องต้นจะเน้นการตรวจสอบบริษัทที่มีความเสี่ยง เช่น มีผู้ถือหุ้นเป็นต่างชาติ ซึ่งต้องตรวจสอบว่าถือหุ้นไม่เกินสัดส่วนที่กำหนด 49.99% หรือไม่ ถ้าไม่เกินต้องดูต่อไปอีกว่ามีอำนาจการบริหารจัดการภายในบริษัท และมีสิทธิในการออกเสียงมากกว่าผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีสัดส่วนการถือหุ้น 51% หรือไม่ ถ้ามีมากกว่าก็อาจเข้าข่ายเป็นนอมินี
เจ็ตสกีเวิลด์คัพไทยยืนผู้นำโลก / แผนสำเร็จสมบูรณ์แบบ ซอฟต์พาวเวอร์กีฬาไทย เน้นประโยชน์ชาติ 4 ด้าน วันที่ 12 ธันวาคม 2566 เวลา 14.00 น. นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานงานแถลงข่าวการแข่งขันเจ็ตสกีชิงแชมป์โลก ในศึก ทัวร์นาเม้นท์ WGP#1 Waterjet World Cup, Thailand Grand Prix 2023 โดยมี ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย , นายวีรพงศ์ พงศ์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายวงศ์สถิตย์ สุวรรณสุทธิ ผู้จัดการฝ่ายตลาดหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ นายกสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย และ พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ฐานะประธานอำนวยการ จัดการแข่งขันฯ เข้าร่วม ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 7 รอบ การกีฬาแห่งประเทศไทย ศึกเจ็ตสกีเวิลด์คัพ ประกาศความสำเร็จสมบูรณ์แบบในฐานะต้นแบบงานกีฬาซอฟต์พาเวอร์ไทย และสปอร์ตทัวริซึ่ม“WGP#1 Waterjet World Cup, Thailand Grand Prix 2023” พร้อมจัด 13-17 ธันวาคม 2566 ณ หาดจอมเทียน เมืองพัทยา และก้าวขึ้นเป็นคอนเท้นท์กีฬาเจ็ตสกีพรีเมี่ยม อันดับที่ 1 ของโลก ที่สร้างประโยชน์หลักชาติไทย 4 ด้าน ได้แก่ นำเข้าผู้ร่วมกิจกรรมจากทั่วโลกกว่า 3,000 คน เติบโตขึ้นเทียบชั้น “มหกรรมกีฬา” สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, ประชาสัมพันธ์เมืองไทยโดยถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม 121 ประเทศ ผู้ชมกว่า 100 ล้านคน, นำกีฬาไทยขึ้นเป็นแบรนด์กีฬาความเร็วโลก และยกระดับสร้างชื่อเสียงชาติไทยในฐานะผู้บริหารกีฬาโลก “WGP#1 โมเดล” เป็นโมเดลการพัฒนาแบรนด์ทัวร์นาเม้นท์กีฬาไทย เพื่อให้เกิดการเติบโตด้านทรัพย์สินทางปัญญา และพัฒนากีฬาไทยสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้อย่างยั่งยืนบนเวทีโลก ขณะนี้ กล่าวได้ว่า ทัวร์นาเม้นท์ WGP#1 Waterjet World Cup, Thailand Grand Prix 2023 ได้ก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จ สร้างความเชื่อถือต่อคณะนักกีฬา ได้รับความสำคัญเป็นทัวร์นาเม้นท์กีฬาเจ็ตสกี อันดับที่ 1 ของโลก อย่างเป็นทางการแล้ว มีจำนวนทีมแข่งนานาชาติ นักกีฬามือหนึ่งของโลกมากกว่าทุกๆ ทัวร์นาเม้นท์ อีกทั้ง กำลังมีอิทธิพลด้านซอฟต์พาวเวอร์ครอบคลุมกว่า 55 ชาติ ในการแข่งขันบนทวีปต่างๆ ประเทศไทยมีเครื่องมือการขยายงานที่สำคัญคือ “การเป็นเจ้าของทัวร์นาเม้นท์ เจ็ตสกีเก็บคะแนนชิงแชมป์โลก” หรือ “World Series” ที่จัดบนทวีปหลักของโลก 3 ทวีป ได้แก่ ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกา และทวีปเอเชียที่ประเทศไทย โดยขณะนี้ WGP#1 ได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ควบคุมนโยบายการแข่งขันกีฬาเจ็ตสกีทั่วโลกในปัจจุบัน
พิธีแต่งตั้งและรับมอบสายสะพายอันทรงเกียรติของทูตการท่องเที่ยวและทูตการกีฬา วันที่ 12 ธันวาคม 2566 เวลา 13.00 น. ‘‘ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้ นายสันติ ป่าหวาย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานการแต่งตั้งและมอบสายสะพายอันทรงเกียรติแก่ทูตการท่องเที่ยวและทูตการกีฬาประจำจังหวัด 77 จังหวัด และ ประจำเขต 50 เขต กรุงเทพมหานคร และทูตเยาวชนการท่องเที่ยวและทูตเยาวชนการกีฬา ประจําจังหวัด 77 จังหวัด และประจำเขต 50 เขต กรุงเทพมหานคร ‘’ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เห็นถึงความสำคัญของพลังของคนรุ่นใหม่ผู้มีความรู้ ความสามารถ ที่จะเป็น Soft Power ให้ประเทศ และสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะมุ่งเน้น พัฒนา Softpower เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในทุกมิติ โดยทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมงานกับ บริษัท เมตาเวิลด์ (เอเชีย) จำกัด ผู้ถือสิทธิการประกวด Miss Tourism World Thailand และประเทศต่างๆในเอเชีย เพื่อเฟ้นหาทูตการท่องเที่ยวและทูตการกีฬาในทุกจังหวัด เพื่อการประชาสัมพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ผ่านรูปแบบกิจกรรมควบคู่ไปทั้งระบบออฟไลน์และออนไลน์ เป็นความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศให้เข้มแข็ง และถือเป็นแผนเชิงรุกของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการนี้ นายสันติ ป่าหวาย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ทำการแต่งตั้งและมอบสายสะพายอันทรงเกียรติแก่ทูตการท่องเที่ยวและทูตการกีฬา เพื่อเป็นเชิง สัญลักษณ์ของกระทรวงฯ และเพื่อให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งปฏิบัติหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ศิลปวัฒธรรม ภาพลักษณ์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในจังหวัดที่ได้รับมอบหมายผ่านรูปแบบกิจกรรมควบคู่ไปทั้งระบบออฟไลน์และระบบออนไลน์ ผ่านเพจ 128 เพจ (เพจ ประจำจังหวัด 77 เพจ เพจประจำเขต 50 เขตกรุงเทพมหานคร และเพจกลาง 1 เพจ) รวมถึงทูตเยาวชนการท่องเที่ยวและทูตเยาวชนการกีฬาประจำจังหวัด 77 จังหวัด และประจำเขต 50 เขต กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชนที่ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม เกิดการเชื่อมโยงกันของผู้ติดตามในโลกออนไลน์
Princess’s Cup Thailand 2023 วันที่ 11 ธันวาคม 2566 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาขี่ม้ารายการ Princess’s Cup Thailand 2023 อันมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมกีฬาขี่ม้า เพิ่มพูนทักษะและประสบการณ์แข่งขัน ตลอดจนเป็นการ เชื่อมสัมพันธ์อันดีของนักกีฬาขี่ม้า กับสโมสรกีฬาขี่ม้าต่างๆ ให้มีความแน่นแฟ้น อีกทั้งยังเป็นการคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถ เป็นตัวแทนใน การแข่งขันในระดับสูงต่อไป โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอารัญ บุญชัย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา และคณะผู้บริหาร เฝ้ารับเสด็จ ณ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ สนามเป้า กรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการ แข่งขันที่มุ่งผลแพ้ชนะเท่านั้น แต่ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กีฬาขี่ม้า เป็นที่รู้จักแก่บุคคลและเยาวชนทั่วไปอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งการแข่งขัน PRINCESS’S CUP THAILAND 2023 จะประกอบด้วยการแข่งขัน 5 ประเภท ดังนี้ 1. ศิลปะการบังคับม้า หรือ เดรส-ซาซ (Dressage) 2. ขี่ม้ากระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง หรือ จั๊ม- ปิ้ง (Jumping) 3. อีเวนติ้ง 4. สุดยอดผู้ดูแลม้า หรือ เบส-กรูม (Best Groom) 5. สุดยอดช่างเกือก หรือ เบส-แฟ-ริ-เออร์ (Best Farrier) โดยการแข่งขันสุดยอดผู้ดูแลม้าและสุดยอดช่างเกือก เป็นไปตามพระประสงค์ ของใต้ฝ่าพระบาท ที่มีสายพระเนตรอันยาวไกล ตระหนักถึง บุคคลที่อยู่เบื้องหลังการแข่งขันกีฬาขี่ม้า ผู้นํามาซึ่งความสําเร็จของนักกีฬา และม้า การจัดการแข่งขันในสองประเภทดังกล่าวเป็นการสร้างมาตรฐาน การแข่งขันขี่ม้าในระดับสากล และได้มีกรรมการตัดสินในระดับสหพันธ์กีฬา ขี่ม้า หรือ เอฟ อี ไอ เข้าร่วมการตัดสินครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ Princess’s Cup Thailand ในปีนี้ ยังมีนิทรรศการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1. พระจริยวัตรของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงเล็งเห็นความสำคัญ และทรงส่งเสริมกีฬาขี่ม้าในทุกมิติ ผ่านโครงการ อาทิ โครงการบ้านพักม้าชรา ด้วยทรงห่วงใยสุขภาพและความเป็นอยู่ของม้าหลังปลดประจำการ, โครงการอาชาบำบัด การใช้ม้ามาช่วยในการบำบัดกลุ่มเด็กพิเศษ ทั้งด้านร่างกาย และอารมณ์, และโครงการปุ๋ยมูลม้า 2. ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูม้า สถานพยาบาลม้าที่มีความทันสมัย มีขีดความสามารถด้านการรักษาขั้นสูง พร้อมด้วยเครื่องมือทางการสัตวแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ 3. โครงการผ้าไทย เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยให้ทันสมัย ตามความต้องการในยุคปัจจุบันกับทั้งในและต่างประเทศ 4.จัดแสดงข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน อาทิ การแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์, พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือ สาธารณรัฐตุรกี, การดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ ในการยื่นขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคในม้า (AHS) อย่างเป็นทางการ
ปลัดฯ ท่องเที่ยวและกีฬา มอบรางวัลผู้เข้าแข่งขันวิ่งเทรล ระยะ TRANS-INT 160 รายการ “Doi Inthanon Thailand by UTMB 2023” วันที่ 9-10 ธันวาคม 2566 นายอารัญ บุญชัย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดกิจกรรมและส่งเสริมการวิ่งตามภูมิประเทศ (การวิ่งเทรล หรือ Trial Running) เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลแก่นักกีฬาผู้เข้าร่วมแข่งขันวิ่งเทรลระดับนานาชาติ Doi Inthanon Thailand by UTMB 2023 ระยะ TRANS-INT 160 (179 ก.ม.) โดยมี นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย และนางสาวปริญดา ทุนคำ ผู้ช่วยผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารการกีฬาแห่งประเทศไทย เข้าร่วมพิธีด้วย ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 ธันวาคม 2566 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยในปีนี้ นักวิ่งจะวิ่งเริ่มต้นที่เชิงดอยอินทนนท์ ผ่านไฮไลท์สำคัญทั้งหมดของดอยอินทนนท์ และเส้นชัยที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ การแข่งขันแบ่งเป็น 6 ระยะ มีนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 5,206 คน (ยังไม่รวมผู้ติดตามและผู้เข้าร่วมงาน) ชาวไทย 2,186 คน คิดเป็นร้อยละ 42 และชาวต่างชาติ 3,020 คน คิดเป็นร้อยละ 58 จาก 70 ประเทศ 80 สัญชาติทั่วโลก มีสัดส่วน เพศชาย 3,416 คน คิดเป็นร้อยละ 65.61 เพศหญิง 1,790 คน คิดเป็นร้อยละ 34.39 การแข่งขันในระยะ TRANS-INT 160 ผู้ชนะอันดับที่ 1-2 ประเภทชาย และประเภทหญิง ของกลุ่มระยะทางดังกล่าว จะได้รับสิทธิ์ GOLDEN TICKET 2024 เข้าร่วมการแข่งขัน UTMB World Series Finals 2024 ณ ประเทศฝรั่งเศส โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ การแข่งขันในครั้งนี้คาดว่าจะมีมูลค่าเศรษฐกิจประมาณ 800 ล้านบาท
วันที่ 7 ธันวาคม 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ร่วมชมปรากฏการณ์แห่งแสง สี ริมแม่น้ำเจ้าพระยาสุดยิ่งใหญ่กับงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2023” ตามเส้นทางอัตลักษณ์ ไอคอนสยาม-สะพานพระราม 8 สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่งดงามกับจุดแลนด์มาร์กของประเทศไทย เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวส่งท้ายปี 2566 คาดปั๊มรายได้ท่องเที่ยวสะพัดกว่า 600 ล้านบาท นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “งาน VIJIT CHAO PHRAYA 2023 เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการเทศกาล Thailand Winter Festivals ตามนโยบายของรัฐบาลในการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟพาวเวอร์แห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศผ่านต้นทุนวัฒนธรรม Soft Power of Thailand อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เราจะได้เห็นปรากฏการณ์แห่งแสง สี เสียง และการแสดงทางวัฒนธรรม สุดยิ่งใหญ่ตลอดทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดทั้งเดือนธันวาคม 2566 จะช่วยสร้างบรรยากาศและสีสันการท่องเที่ยวยามค่ำคืนในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงเปิดฤดูท่องเที่ยวปลายปี 2566 ในช่วงระยะ 100 วันแรก (1 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2566) ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ การจัดงาน VIJIT CHAO PHRAYA 2023 ยังเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะประกาศความพร้อมและแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางแห่งเฟสติวัลของโลกต่อไปในอนาคต” งาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2023” จัดขึ้นโดย ททท. เนรมิตปรากฏการณ์แห่งแสง สี การประดับไฟ การฉายภาพบนตัวอาคาร การแสดงพลุ การแสดงทางวัฒนธรรม บริเวณสถานที่สำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยิ่งใหญ่ ร้อยเรื่องราวของความงามดั่งวิจิตรเจ้าพระยาในพื้นที่ริมน้ำของกรุงเทพมหานคร จำนวน 7 พื้นที่ ได้แก่ สะพานพระราม 8, สวนสันติชัยปราการ, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, ป้อมวิไชยประสิทธิ์, สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า), River City Bangkok , ไอคอนสยาม และเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์
วันที่ 7 ธันวาคม 2566 เวลา 18.00 น. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมงานฉลองในโอกาสที่ยูเนสโก ขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมคณะรัฐมนตรี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยมี ซูฮย็อน คิม ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโก ประจำประเทศไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะทูตานุทูต ประกอบด้วย มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลี ลาว กัมพูชา ญี่ปุ่น และจีน ร่วมเป็นสักขีพยาน นางยุพา ทวีวัฒนกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ว่า-ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ วัฒนธรรมจังหวัด ประธานสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครและจังหวัด 76 จังหวัด เข้าร่วมงาน ณลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรวิหาร นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประธานพิธี ได้กล่าวแสดงความยินดี ในงานฉลองประกาศ ขึ้นทะเบียนสงกรานต์ ว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งที่ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” ประเพณีปีใหม่ไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติตามมติที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 18 ณ เมืองคาเซเน สาธารณรัฐบอตสวานา ในนามของรัฐบาลและประชาชนไทย ประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ขอประกาศเจตนารมณ์ในการรักษาและสืบทอดประเพณีสงกรานต์ ดังนี้ 1.ประเทศไทย จะร่วมกันธำรงรักษา ถ่ายทอดและสร้างสรรค์ ประเพณีสงกรานต์ ให้มีการปฏิบัติและ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยมาตรการส่งเสริมและรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งให้ความเคารพและยอมรับต่อวิถีปฏิบัติของทุกชุมชน 2.ประเทศไทย จะส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของประเพณีสงกรานต์ ในฐานะตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และบ่อเกิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน และ 3.ประเทศไทยจะเปิดโอกาสอย่างทั่วถึงแก่คนทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ ทุกภาษา และทุกศาสนา ให้สามารถเข้าถึงประเพณีสงกรานต์ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยเคารพต่อธรรมเนียมปฏิบัติของชุมชนและจะร่วมกับชุมชนนานาชาติในการรักษาและสืบทอดประเพณีสงกรานต์ในทุกที่ ด้วยจิตใจของความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ด้าน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึง การขึ้นทะเบียนสงกรานต์กับยูเนสโก ว่า คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 เห็นชอบให้ดำเนินการเสนอ“สงกรานต์ในประเทศไทย” ประเพณีปีใหม่ไทยขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO นับเป็นความยินดีและภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ในโอกาสที่ UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสงกรานต์ ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ณ เมืองคาเซเน สาธารณรัฐบอตสวานา นายเสริมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สงกรานต์เป็นประเพณีปีใหม่ไทยที่เฉลิมฉลองในช่วงกลางเดือนเมษายนของทุกภูมิภาคในประเทศไทย ซึ่งได้รับการถือปฏิบัติและสืบทอดอย่างยาวนาน ประเพณีอันงดงามและมีความหมายสะท้อนให้เห็นถึงความกตัญญูของคนไทย ที่มีต่อบรรพบุรุษ ความเอื้ออาทรและความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ประเพณีสงกรานต์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ตักบาตร สรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้เคารพนับถือ จัดขบวนแห่ของชุมชนที่แสดงถึงตำนานสงกรานต์ จัดละครพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ การละเล่น และการแสดงต่างๆ เป็นต้น นายเสริมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมและดำเนินงานปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จึงได้จัดงานฉลองสงกรานต์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติขึ้น เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์“สงกรานต์ในประเทศไทย” ให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง และเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้เกิดการสงวนรักษา อนุรักษ์ สืบสาน ปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของประเทศชาติ นอกจากนี้ การจัดงานฉลองสงกรานต์ฯ ยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้ชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยก่อให้เกิดการเข้าใจและยอมรับในระบบสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน อีกด้วย ทั้งนี้ เมื่อมรดกภูมิปัญญาฯ ได้รับการทะเบียนแล้ว รัฐภาคีจะต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้ ต้องเสนอรายงานสถานะของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ทุก 6 ปี ประกอบด้วย 7 ประเด็น ดังนี้ (1) ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับหน้าที่ทางสังคมและวัฒนธรรมของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม บทบาทของผู้ถือครองและผู้ปฏิบัติที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (2) สถานการณ์ดำรงอยู่และความเสี่ยงในปัจจุบันของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (3) ความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในระดับท้องถิ่น ระดับชาติและนานาชาติ หลังจากที่ขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (4)มาตรการที่ดำเนินการที่ส่งเสริมและสนับสนุนอันเนื้องมาจากการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (5) การมีส่วนร่วมของชุมชน และองค์กรในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (6) หน่วยงาน และองค์กรชุมชนที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการ และส่งเสิรมรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (7) การเปิดโอกาสให้ชุมชน กลุ่มต่าง ๆ องค์กรพัฒนาเอกชนและผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุดในกระบวนการจัดทำรายงาน
พิธีเปิดการแข่งขันกีฬาคนพิการทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว รายการ 2023 World Abilitysport Games วันที่ 3 ธันวาคม 2566 เวลา 17.00 น. นายกิตติ เชาวน์ดี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาคนพิการทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว รายการ 2023 World Abilitysport Games โดยมี นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายประชุม บุญเทียม รองผู้ว่าการ ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ นักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากนานาชาติ เข้าร่วมพิธี ณ หอประชุมเอนกประสงค์สนาม 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 จังหวัดนครราชสีมา โดยการจัดการแข่งขันในครั้งนี้สืบเนื่องจาก สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และจังหวัดนครราชสีมา ได้รับเกียรติจาก World Abilitysport ให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาคนพิการทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวชิงแชมป์โลก รายการ 2023 World Abilitysport Games ระหว่างวันที่ 1 – 9 ธันวาคม 2566 ณ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งประกอบด้วย 10 ชนิดกีฬาหลัก ได้แก่ กีฬากรีฑา กีฬายิงปืน กีฬาจักรยาน กีฬายกน้ำหนัก กีฬาวีลแชร์ฟันดาบ กีฬาว่ายน้ำ กีฬายิงธนู กีฬาเทเบิลเทนนิส กีฬาสนุกเกอร์ กีฬาแบดมินตัน และ 3 ชนิดกีฬาสาธิต ประกอบด้วย กีฬาอีสปอร์ต กีฬาเปตอง และกีฬาตะกร้อ โดยคาดว่าจะมีนักกีฬาคนพิการทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวจากทั่วโลก เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 49 ประเทศ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนานักกีฬา และยกระดับการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการในระดับนานาชาติ ของประเทศไทย สู่มาตรฐานสากล และการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในรายการนี้ ยังถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นการแข่งขันรายการสุดท้ายของหลายชนิดกีฬา สำหรับการ Qualification เพื่อให้นักกีฬาคนพิการ ได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน ในมหกรรมกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ 2024 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะนักกีฬา คนพิการทีมชาติไทย จะได้ใช้โอกาสนี้สร้างผลงานคว้ารางวัล เพื่อให้ได้สิทธิ์ดังกล่าว อีกด้วย นายกิตติ กล่าวว่า " การได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาดังกล่าวในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดี ที่ประเทศไทย จะได้แสดงให้นานาชาติ เห็นถึงศักยภาพความสามารถในการจัดการแข่งขันกีฬา ในระดับชิงแชมป์โลก และจะเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ จากนานาชาติ ที่เดินทางเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ เป็นสื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สถานที่ท่องเที่ยว ของจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงให้ได้เห็นถึงวัฒนธรรม ประเพณี อันดีงามของชาติไทย ของเรา ได้เป็นอย่างดี "